โทร เส้นทาง เว็บไซต์

PRUEK CAFE พฤกษ์ 🌱
โฮมคาเฟ่เล็กๆ หน้าบ้าน
ที่ให้ความรู้สึกเหมือนมาเที่ยวบ้านเพื่อน

20/08/2026

🌧️ น้ำท่วมน่าน กับสิ่งที่แอด P อยากชวนมอง

วันนี้แอด P อยากมาเล่าเรื่องสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดน่านที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันครับ

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ผมไม่ได้เป็นนักวิชาการ ไม่ได้มีความรู้เฉพาะทางด้านน้ำหรือภัยพิบัติอะไรขนาดนั้น เพียงแต่เป็นคนที่อยู่ในพื้นที่ และสนใจเรื่องนี้มานานพอสมควร

จริง ๆ ปัญหานี้ติดอยู่ในใจผมมาหลายปีแล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่ค่อยได้พูดกับใคร เพราะตอนนั้นอายุยังน้อย และรู้สึกว่าตัวเองยังมองปัญหาได้ไม่รอบด้าน อีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อก่อนน้ำท่วมในน่านก็ไม่ได้เกิดเหตุการณ์รุนแรงติดต่อกันแบบช่วงหลัง ๆ

จนกระทั่งปี 2567 เป็นต้นมา เราเริ่มเห็นเหตุการณ์น้ำท่วมหนัก ๆ ชัดขึ้น และตอนนี้ก็เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แล้ว

ปีนี้ฝนตกหนักมากในหลายพื้นที่ของน่าน จนเกิดทั้งน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำล้นตลิ่ง โดยข้อมูลวันที่ 20 สิงหาคมระบุว่าจังหวัดน่านมีฝนสะสมสูงสุดถึงประมาณ 388 มิลลิเมตร และมวลน้ำจากพื้นที่ตอนบนกำลังไหลลงมาตามลุ่มน้ำน่าน

ถ้าอธิบายแบบง่ายที่สุด

ฝนตกหนักมาก + ก่อนหน้านี้มีฝนสะสมจนดินมีความชื้นสูง + น้ำจากพื้นที่สูงไหลลงมาอย่างรวดเร็ว = น้ำปริมาณมหาศาลในระยะเวลาอันสั้น

มันจึงไม่แปลกที่น้ำป่าจะมาเร็วและแรง

เพราะมันไหลลงมาจากภูเขา

ลองนึกภาพน้ำปริมาณมหาศาลบนพื้นที่ลาดเอียง แล้วมันกำลังหาทางลงสู่พื้นที่ต่ำกว่า น้ำที่เราเห็นในภาวะปกติอาจไหลอยู่ในลำห้วยเล็ก ๆ แต่เมื่อปริมาณน้ำมากเกินกว่าที่ทางน้ำเดิมจะรับได้ น้ำก็สามารถไหลบ่าออกไปยังพื้นที่อื่นได้

และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่น้ำป่ามันน่ากลัว

เราแทบไม่มีเวลาเตรียมตัว

⛰️ แล้วเรื่องภูเขาหัวโล้นล่ะ?

ช่วงนี้ในโซเชียลมีการพูดกันเยอะว่า

“น่านน้ำท่วมเพราะภูเขาหัวโล้น”

ถ้าถามความเห็นส่วนตัว ผมก็ไม่ได้ปลื้มภูเขาหัวโล้นอยู่แล้ว 😅

แต่ถ้าจะบอกว่า น้ำท่วมครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะภูเขาหัวโล้นทั้งหมด ผมคิดว่ามันง่ายเกินไป

ภูเขาหัวโล้นเป็นปัญหาจริง

การเปลี่ยนพื้นที่ป่าเป็นพื้นที่เกษตร โดยเฉพาะการปลูกพืชเชิงเดี่ยวบนพื้นที่ลาดชัน สามารถทำให้เกิดการชะล้างพังทลายของดินและการสูญเสียพื้นที่ป่าได้ และปัญหานี้เกิดขึ้นในน่านมานานแล้ว

แต่ในขณะเดียวกัน...

ลองถามกลับว่าทำไมคนถึงปลูกข้าวโพด?

คำตอบมันไม่ได้ง่ายแค่ว่า

“เพราะคนไม่รักป่า”

เกษตรกรก็ต้องกินต้องใช้เหมือนกับทุกคน

สาเหตุมันมาจากงานที่ไม่ได้กระจายทั่วถึง
โอกาสทางเศรษฐกิจก็ไม่ได้กระจายอย่างทั่วถึง
พื้นที่ราบสำหรับทำกินก็มีจำกัด
และข้าวโพดก็เป็นพืชที่มีตลาดรองรับ

ดังนั้นถ้าเรามองปัญหานี้ให้ลึกลงไปอีกหน่อย มันอาจไม่ได้เป็นเรื่องของ “ชาวบ้านทำลายป่า”

แต่มันเป็นเรื่องของ เศรษฐกิจที่ทำให้คนต้องเลือกใช้พื้นที่เพื่อให้ตัวเองอยู่รอด

และแน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าก็เป็นหนึ่งในปัจจัยด้านภูมิประเทศที่เราไม่ควรมองข้าม

เพียงแต่มันไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของน้ำท่วมครั้งนี้

⏳ แล้วถ้าย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ของเมืองน่านล่ะ?

ตรงนี้ผมกลับรู้สึกว่าน่าสนใจกว่าการเถียงกันว่าใครผิด

เพราะมนุษย์ไม่ได้เพิ่งมาเจอกับปัญหาน้ำท่วม

เมืองน่านเองมีประวัติการย้ายเมืองตั้งหลายครั้ง

แต่เดิมเมืองน่านตั้งอยู่บริเวณอำเภอปัว ก่อนที่จะย้ายลงมาบริเวณภูเพียงแช่แห้งใน พ.ศ. 1902 และต่อมาเมื่อพื้นที่ดังกล่าวประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง จึงย้ายข้ามแม่น้ำน่านมายังบริเวณห้วยไคร้ ซึ่งเป็นพื้นที่ตัวเมืองน่านในปัจจุบันใน พ.ศ. 1911

ฟังดูน่าสนใจไหม

ครั้งหนึ่งเราเคยเลือกพื้นที่เพราะต้องการน้ำ

แต่หลายร้อยปีต่อมา

น้ำก็กลายเป็นสิ่งที่เราต้องระวัง

และเรื่องมันยังไม่จบแค่นั้น

ใน พ.ศ. 2360 เมืองน่านเกิดน้ำท่วมใหญ่ แม่น้ำน่านเปลี่ยนทางและสร้างความเสียหายให้กับกำแพงเมือง วัด และบ้านเรือนจำนวนมาก จนมีการย้ายเมืองขึ้นไปบริเวณดงพระเนตรช้าง ซึ่งเป็นพื้นที่ดอนที่สูงกว่า และเรียกว่าเวียงเหนือ

ต่อมาใน พ.ศ. 2398 เมื่อน้ำน่านเปลี่ยนเส้นทางออกห่างจากเมืองเดิม เมืองก็ถูกย้ายกลับมายังพื้นที่เดิมอีกครั้ง

ลองคิดตามนะครับ

คนในอดีตไม่ได้ไม่รู้ว่าน้ำท่วม

พวกเขาเคยเจอกับมันจนถึงขั้นต้องย้ายเมือง

🏡แล้วรูปแบบบ้านของคนสมัยก่อนล่ะ?

ถ้าเรามองบ้านแบบดั้งเดิมของคนในพื้นที่ เราจะเห็นสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ

คือการยกตัวบ้านขึ้นจากพื้น มีพื้นที่ใต้ถุน และใช้พื้นที่ด้านบนเป็นพื้นที่อยู่อาศัย

แน่นอนว่าบ้านใต้ถุนสูงไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันน้ำท่วมเพียงอย่างเดียว มันเกี่ยวข้องกับทั้งภูมิอากาศ การระบายอากาศ การใช้พื้นที่ และวิถีชีวิต

แต่การยกพื้นที่อยู่อาศัยขึ้นสูงก็ทำให้บ้านสามารถรับมือกับน้ำที่ขึ้นมาในระดับหนึ่งได้ดีกว่าบ้านที่ใช้พื้นที่ทั้งหมดอยู่ติดพื้น

ลองกลับมาดูบ้านในปัจจุบัน

เรามีบ้านชั้นเดียวมากขึ้น
ของใช้ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ และชีวิตประจำวันอยู่บนพื้นทั้งหมด

ถ้าน้ำมาเร็ว ๆ

ความเสียหายจึงไม่ได้มีแค่เรื่อง “น้ำเข้าบ้าน”

แต่มันหมายถึง ชีวิตทั้งชีวิตถูกวางอยู่บนพื้นที่เดียวกับทางที่น้ำสามารถผ่านได้

แล้วตรงนี้ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่า

“บ้านสมัยก่อนดีกว่าบ้านสมัยใหม่”

หรือ

“เราต้องกลับไปสร้างบ้านใต้ถุนสูงทั้งหมด”

ผมแค่รู้สึกว่า สิ่งที่คนรุ่นก่อนทำไว้หลายอย่างเกิดจากการเรียนรู้จากพื้นที่ที่พวกเขาอาศัยอยู่

เขารู้ว่าน้ำมาจากไหน
รู้ว่าหน้าแล้งเป็นอย่างไร
รู้ว่าพื้นที่ตรงไหนสูง
ตรงไหนต่ำ
ตรงไหนควรสร้างบ้าน
และตรงไหนควรปล่อยให้เป็นพื้นที่ของน้ำ

แต่เมื่อเมืองเติบโตขึ้น เราก็เริ่มมีเทคโนโลยี มีถนน มีคอนกรีต มีระบบระบายน้ำ และมีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศมากขึ้น

คำถามก็คือ

ความสามารถของเราในการเปลี่ยนธรรมชาติ โตเร็วเกินกว่าความเข้าใจธรรมชาติของเราหรือเปล่า?

โพสต์นี้ผมไม่ได้อยากหาว่าใครผิด

ไม่ใช่ความผิดของเกษตรกรที่ต้องหาเลี้ยงครอบครัว
ไม่ใช่ความผิดของคนที่อยากมีบ้าน
ไม่ใช่ความผิดของร้านค้า รีสอร์ต หรือธุรกิจที่เข้ามาสร้างรายได้ให้กับพื้นที่

และน้ำท่วมครั้งนี้เองก็ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว

มันเป็นเรื่องที่มีทั้ง ฝน สภาพอากาศ ดิน น้ำ ภูเขา ป่า การใช้ที่ดิน การเกษตร เมือง ถนน ระบบระบายน้ำ และวิธีที่มนุษย์เลือกจะใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่แห่งหนึ่ง

สิ่งที่เราทำกับอดีตไปแล้วบางอย่างก็ย้อนกลับไม่ได้

สิ่งที่เราควบคุมไม่ได้อย่างสภาพอากาศ เราก็ควบคุมไม่ได้

ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้อาจเหลือเพียง

เรียนรู้ว่าพื้นที่ที่เราอยู่เป็นอย่างไร
ยอมรับว่าธรรมชาติมีวิธีทำงานของมัน
แล้วพยายามออกแบบชีวิตของเราให้ฝืนมันน้อยลง

ส่วนคำว่า “ธรรมชาติ” ในความหมายของแอด P คืออะไร

เอาไว้โพสต์หน้าแล้วกันครับ 😂

เรื่องนั้นน่าจะยาวพอสมควร
รอมีอารมณ์เรียบเรียงก่อน

สู้ ๆ ครับ 🌱

🌿 ต้นไม้ก็ยังขายอยู่นะครับ

ใครสนใจก็ทักมาอุดหนุนกันได้ครับ
ตอนนี้มี

• Regal Shield
• McDowell
• Mamei
• Monstera Mint
• เฟิร์นโปร่งฟ้า

📦 ส่งของเฉพาะวันเสาร์ครับ

12/08/2026

วันหยุดของแอด P 🌿

โพสต์นี้อาจจะแปลกไปสักหน่อยสำหรับร้านขายไม้ประดับสวยงาม 😅

พอดีวันนี้เป็นวันหยุดวันแม่ แอด P เลยออกมานั่งร้านกาแฟชิล ๆ อ่านหนังสือ รับบรรยากาศหน้าฝน ☕️🌧️

ระหว่างนั่งมองวิวนี้ ก็เลยอยากลองถามคนที่หลงเข้ามาอ่านโพสต์นี้ว่า...

คุณเห็นอะไรในภาพนี้? 👀

สำหรับผม ภาพนี้มีทั้งความสวยงาม และความสวยงามที่ชวนให้ตั้งคำถาม

ฝั่งหนึ่งเป็นป่าที่ดูเหมือนจะไม่ได้มีอะไรพิเศษ 🌳
แต่อีกฝั่งเป็นภูเขาสีเขียวที่มีแปลงเกษตรเรียงตัวอยู่เต็มพื้นที่ 🌽

ทั้งสองฝั่งมองจากตรงนี้ก็สวยเหมือนกัน
เราอาจนั่งจิบกาแฟ มองดอยสีเขียว ๆ แล้วรู้สึกว่าเป็นบรรยากาศที่ดีมาก

แต่ถ้าความสวยงามที่เราเห็น เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติไปแล้ว เรากำลังมอง ความสวยงามจริง ๆ หรือแค่ความสวยงามที่เราคุ้นเคยกัน? 🤔

ผมไม่ได้ทำโพสต์นี้ขึ้นมาเพื่อโทษเกษตรกรที่ทำไร่ข้าวโพด เพราะผมเข้าใจว่าการทำเกษตรเกี่ยวข้องกับปากท้อง รายได้ และข้อจำกัดทางเศรษฐกิจมากมาย

และไม่ได้ต้องการโทษผู้ประกอบการที่เข้ามาทำธุรกิจในพื้นที่เหล่านี้เช่นกัน

แค่อยากชวนมองอีกมุมหนึ่งว่า...

ถ้าเรามองธรรมชาติเป็นเพียงฉากหลังของการท่องเที่ยว เราอาจกำลังมองข้ามอะไรบางอย่างไปหรือเปล่า? 🌿

บางทีสิ่งที่เราเรียกว่า “วิวสวย” อาจมีเรื่องราวที่ซ่อนอยู่มากกว่าที่ตาเห็น

แล้วสำหรับคุณ...

คุณเห็นอะไรในภาพนี้?

สนใจต้นไม้ inbox สอบถามได้นะครับ

23/07/2026
💚
21/07/2026

💚

09/07/2026
22/04/2026
🌸 สีหวานละมุน...แต่ความเย็นจัดเต็ม 🌸ใหม่ ‼️ แก้วเก็บอุณหภูมิ Civago ลายสุด Cute ✨ จะน้ำแข็งหรือเครื่องดื่มเย็นๆ ก็เอาอยู...
13/01/2026

🌸 สีหวานละมุน...แต่ความเย็นจัดเต็ม 🌸

ใหม่ ‼️ แก้วเก็บอุณหภูมิ Civago ลายสุด Cute ✨
จะน้ำแข็งหรือเครื่องดื่มเย็นๆ ก็เอาอยู่ทั้งวัน ไม่ว่าจะไปคาเฟ่ ทำงาน หรือไปเรียน พกใบนี้ใบเดียวจบ 🎄

พิกัด : https://s.shopee.co.th/AKUILQ1QwU

สวัสดีหน้าหนาว
30/11/2025

สวัสดีหน้าหนาว

27/11/2025

ที่อยู่

Wiang Sa

เวลาทำการ

อังคาร 10:00 - 17:00
พุธ 10:00 - 17:00
พฤหัสบดี 10:00 - 17:00
ศุกร์ 10:00 - 17:00
เสาร์ 10:00 - 17:00
อาทิตย์ 10:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66864214473

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ PRUEK CAFE โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์