22/04/2026
https://www.facebook.com/share/p/1GfQJZE8Qg/
[ มื้อนี้ ] โลกของ ‘ชีส’ : จากตำนานเทพอริสเตอุส สู่การยึดครองโลกบนแผ่นแป้งพิซซ่า
ในเช้าวันหยุดที่แสนสงบสุข แสงแดดอ่อน ๆ ลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาปลุกให้คุณลืมตาตื่นอย่างงัวเงีย ดันพบว่าจู่ ๆ ก็มี ‘จินนี่’ (Genie) รุ่นคุณปู่ร่างท้วม โผล่มาที่ปลายเตียงของคุณ พร้อมยืนกรานว่าจะให้พร โดยมีข้อแม้ว่าให้ขอได้เพียง ‘ไอเทมวิเศษ’ ประจำตัวเพื่อใช้ในการช่วยเหลือมวลมนุษย์ คุณจะเลือกขออะไรกันนะ?
จะขอเป็นสายฟ้าที่ทรงพลัง, ดาบที่ตัดได้ทุกสิ่ง หรือจะเป็นตาที่มองเห็นอนาคตกันล่ะ? แต่สำหรับเทพเจ้าอย่าง ‘อริสเตอุส’ (Aristaeus) กลับไม่ใช่อย่างนั้น เขาไม่ได้มีจินนี่ให้ขอพรเพื่อได้มาซึ่งไอเทมวิเศษ หากแต่เป็นชาติกำเนิดความเป็นเทพของเขา แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงเทพเจ้าชั้นรอง (Minor God) ก็ตาม อีกทั้งชื่อเสียงของเขาก็อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูนัก และหลายคนแทบไม่รู้จักเขาในหน้าประวัติศาสตร์เทพปกรณัมกรีกโบราณเลยด้วยซ้ำ
แต่สิ่งที่น่าสนใจในตัวของอริสเตอุสก็คือ การที่มีพลังวิเศษที่แสนธรรมดา ที่ใช้ในการเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนไปตลอดกาล นั่นก็คือ ‘การแปรรูปนม’ ที่ช่วยให้น้ำนมที่บูดง่ายกลายเป็นก้อนสีขาวเหลืองนวล ในฐานะนวัตกรรมการถนอมอาหารที่พวกเรารู้จักกันในชื่อ ‘ชีส’ (Cheese)
ในยุคโบราณนั้นอาหารมีค่ากว่าทองคำ เพราะความหิวคือศัตรูตัวร้ายของมนุษย์ การที่เทพองค์หนึ่งสอนให้มนุษย์รู้จักการเปลี่ยนนมที่บูดง่ายให้กลายเป็น ‘ชีส’ ที่สามารถเก็บไว้กินได้นานนับเดือนหรือถึงปีได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เราจึงอยากพาท่านผู้อ่านมาทำความรู้จักกับเทพเจ้าสายติดดิน ที่ใช้ภูมิปัญญาช่วยเหลือปากท้องของมนุษย์ มากกว่าการรบกันด้วยไอเทมวิเศษที่เหนือมนุษย์อย่างในภาพยนต์แฟนตาซีที่เราเคยดูผ่านตากันมา
ผู้เขียนเองเป็นสาย ‘Cheese Lover’ ชอบทานชีสเป็นชีวิตจิตใจ และคิดว่าคนส่วนใหญ่น่าจะรู้จัก ‘ชีส’ ในฐานะวัตถุดิบยอดนิยมที่อยู่บนถาดแป้งพิซซ่า โดยเฉพาะ ‘Pizza Margherita’ แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า เบื้องหลังความหอมมันนุ่มยืดนี้ คือ ‘เทคโนโลยีถนอมอาหาร’ ที่เก่าแก่พอ ๆ กับอารยธรรมมนุษย์
โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากตำนานปรัมปราของเทพกรีกที่มีชื่อว่าอริสเตอุส ผู้ถูกยกย่องว่าเป็นเทพเจ้าแห่งคนเลี้ยงแกะและการทำชีส ซึ่งชาวกรีกโบราณมักเรียกชื่อเขาตามความช่วยเหลือที่ได้รับ โดยมีทั้งหมดสามชื่อด้วยกันนั่นก็คือ
1. ‘โนมิออส’ (Nomios) แปลว่า ‘ผู้เลี้ยงสัตว์’ เพราะเขาจะคอยจูงฝูงแกะฝูงแพะไปหาทุ่งหญ้าที่อุดมสมบูรณ์
2. อาร์เกอุส / อะกรีออส (Agreus) แปลว่า ‘พรานป่า’ เพราะเขาเก่งเรื่องการล่าสัตว์และการใช้ชีวิตในป่า
3. อริสเตอุส (Aristaeus) แปลว่า ‘ผู้นำมาซึ่งสิ่งที่ดีที่สุด’ เป็นชื่อที่ผู้คนใช้เรียกเขาด้วยความรักและเคารพ
เทพอริสเตอุสมีพ่อคือ ‘อพอลโล’ (Apollo) ซึ่งเป็นเทพแห่งแสงสว่างและดนตรี ส่วนแม่ของเขาคือ ‘ไซรีนี’ (Cyrene) เป็นนางอัปสรที่มีความสามารถในการล่าสัตว์และปกป้องฝูงสัตว์ ตามตำนานเล่าว่า หลังจากอริสเตอุสเกิดในขณะที่ยังเป็นทารก ‘เฮอร์มีส’ (Hermes) ได้นำเขาไปมอบให้แก่เหล่านางไม้แห่งภูเขา (Nymphs) เพื่อช่วยเลี้ยงดู นางไม้เหล่านั้นได้สอนวิชาความรู้สำคัญมากมายไม่ว่าจะเป็น การทำปศุสัตว์ การปลูกพืช และการทำชีส จนเขาได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘ผู้นำอารยธรรม’ ที่สอนให้มนุษย์รู้จักทำการเกษตร การปศุสัตว์ และการทำชีสเป็นคนแรก
ถึงแม้อริสเตอุสจะเป็นเทพของชาวกรีก หากแต่เขาก็มีอิทธิพลต่อความเชื่อของชาวโรมันด้วยเช่นกัน โดยความเชื่อเหล่านั้นเชื่อมโยงผ่านทางวัฒนธรรมและการเมือง เนื่องด้วยชาวโรมันมีลักษณะนิสัยที่ ‘เปิดกว้าง’ ในด้านความเชื่อ เมื่อเกิดการขยายตัวของอาณาจักรโรมัน และเมื่อได้พบกับอารยธรรมกรีกที่เคยรุ่งเรืองมาก่อน แทนที่จะทำลายความเชื่อดั้งเดิมลง พวกเขากลับเลือกวิธี ‘ดูดกลืน’ (Assimilation) โดยนำเทพเจ้าที่มีคุณลักษณะคล้ายคลึงมาปรับจูนเข้าหากันอย่างงดงาม
ตัวอย่างเช่น หากเทพเจ้าองค์หนึ่งดูแลเรื่องการเพาะปลูกและป่าไม้อย่าง ‘ซิลวานุส’ (Silvanus) หรืออาจเป็นเทพองค์อื่นของชาวโรมันมีหน้าที่ใกล้เคียงกับอริสเตอุส ชาวโรมันก็จะนำลักษณะดังกล่าวไปสวมทับกัน เพื่อให้ผู้คนในดินแดนที่ถูกพิชิตรู้สึกว่า ‘เทพเจ้าของพวกเขาก็ยังคงได้รับการเคารพอยู่’ ซึ่งสามารถลดแรงต้านต่ออำนาจของโรมอย่างได้ผล
ความเปิดกว้างของชาวโรมันที่กล่าวมานั้น มีกลยุทธ์ทางการเมืองที่ชาญฉลาดแอบแฝงอยู่ เพราะการยอมรับเทพเจ้าของผู้อื่นเข้าสู่ความเชื่อของตน เป็นการช่วยสร้างความสมานฉันท์ ลดความเป็น ‘คนนอก’ ของชนชาติที่ถูกพิชิต อีกทั้งยังช่วยสร้างเครือข่ายทางศาสนา ทำให้ผู้คนในพื้นที่นั้นๆรู้สึกว่าตนก็เป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมันอย่างสมบูรณ์ เพราะมีระบบเทพเจ้าที่แบบเดียวกัน (Universal Pantheon) วิธีนี้สมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เพราะความขัดแยกด้านความเชื่อและศาสนาจนทำให้เกิดสงคราม ก็มีให้เห็นในหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติมานักต่อนัก
กลับมาเข้าเรื่องชีสกันต่อ เนื่องจากอริสเตอุสเป็นตัวแทนของเทพเจ้าแห่งการปศุสัตว์ การเกษตร และการทำชีสที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของโรมันในยุคแรก ชาวโรมันจึงได้ปรับเปลี่ยนเขาให้เป็นเทพผู้ดูแลของชาวเกษตรกรและการทำชีส เพราะมองว่าการทำฟาร์มและการทำชีส คือวิชาที่จะสร้างความมั่นคงให้กับบ้านเมืองในยุคนั้น
โดยเฉพาะการทำชีสซึ่งเปรียบเสมือน ‘MRE’ (Meal, Ready-to-Eat) ที่รู้จักอย่างแพร่หลายของวงการทหารทั่วโลกในปัจจุบัน หรือที่เรียกว่า ‘อาหารพร้อมรับประทาน’ ซึ่งถือว่า ‘ชีส’ คือ ‘MRE’ ในยุคโบราณของกองทัพโรมัน ที่ช่วยพาเหล่าทหารกล้าขยายแสนยานุภาพไปได้ทั่ว โดยมี ‘Pecorino Romano’ (อ่านว่า ‘เพ-โค-รี-โน่ โร-มา-โน่’) เป็นชีสแข็งรสเค็มเสบียงหลักในเป้ของทหารโรมัน ด้วยความที่ชีสชนิดนี้มีความชื้นต่ำและมีปริมาณเกลือสูง ทำให้สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานหลายเดือนหรืออาจเป็นปีในที่แห้งและเย็น เมื่อผิวหน้าของชีสเปลี่ยนสี ทหารโรมันก็เพียงแค่ขูดส่วนที่แข็งออกแล้วทานเนื้อด้านในได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเชื้อโรค
ชีสชนิดนี้ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,000 ปี ในสมัยโรมันโบราณ ชีส Pecorino Romano จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้จักรวรรดิโรมันก้าวข้ามข้อจำกัดด้านการขนส่งเสบียงในสงครามที่ต้องเดินทางไกล ดังนั้นจึงอยากพาท่านผู้อ่านไปรู้จักอาหารของทหารโรมันในยุคโบราณว่ามีอะไรบ้าง เพื่อให้เห็นถึงบริบทความสำคัญของชีส ในหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติให้มากยิ่งขึ้น
อาหารของทหารโรมันในยุคโบราณประกอบไปด้วยข้าวสาลี, เบคอนรมควันหรือเนื้อสด โดยปกติจะเป็นเนื้อหมู, ผัก, พืชตระกูลถั่ว, ชีส, น้ำส้มสายชู, น้ำมันมะกอก และไวน์ เสบียงเหล่านี้จะถูกแจกจ่ายให้กับทหารหลายครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อให้ทหารแต่ละคนมีอาหารเพียงพอสำหรับ สามวัน โดยค่าใช้จ่ายจะถูกหักจากเงินเดือนของทหารแต่ละคน
เนื่องจากชาวโรมันนิยมรับประทานเนื้อหมูมากกว่าเนื้อวัว จึงกล่าวได้ว่าเบคอนเป็นส่วนสำคัญของอาหารทหารโรมันด้วย เพราะให้ทั้งไขมันและแคลอรี่ที่สูง อีกทั้งเมื่อนำไปรมควันแล้วจะเก็บได้นาน และขนส่งได้ง่ายกว่าน้ำมันมะกอก
และด้วยเหตุที่ว่าชาวโรมันชอบบริโภคเนื้อหมูมากกว่า จึงส่งผลให้ไม่ค่อยนิยมเนื้อวัวและนมวัวด้วย ทำให้ชีสส่วนใหญ่จึงถูกทำจากนมแกะหรือนมแพะเป็นหลัก โดยชีสในโลกโบราณจะเป็นชีสเนื้อนุ่มโดยส่วนใหญ่ เช่น คอทเทจชีสและเฟต้าชีส ซึ่งมีวิธีการทำใกล้เคียงกับปัจจุบัน เฟต้าชีสจะถูกปั้นเป็นก้อนและบ่มในน้ำเกลือ โดยจะนำมาล้างก่อนนำมาบริโภคเพื่อลดความเค็ม นอกจากนี้ยังมีการทำชีสรมควันและชีสแข็งอย่าง Pecorino Romano เพื่อให้เก็บรักษาได้นานและง่ายต่อการขนส่ง ซึ่งจะกลายเป็นทางเลือกด้านอาหารที่ดีของทหารโรมัน
และอาหารกลางวันยอดนิยมของทหารโรมันคือ บูเซลลาตัม (Buccellatum) หรือขนมปังแข็ง และชีสแข็งอย่าง Pecorino Romano เมื่อถึงเวลาเที่ยงวันทหารโรมันชอบอาหารที่ให้พลังงานมาก และกินได้อย่างสะดวกรวดเร็ว โดยไม่ต้องการเป็นอาหารมื้อใหญ่ บูเซลลาตัมจึงเป็นทางเลือกที่ดี โดยทหารจะหักบูเซลลาตัม เป็นชิ้นเล็กๆแล้วค่อยๆ เคี้ยว หรืออาจเติมน้ำ ไวน์ หรือโพสกา (Posca) เพื่อให้ขนมปังนุ่มขึ้น แม้บูเซลลาตัมอาจดูเป็นอาหารที่ไม่น่ารับประทานมากนัก แต่ก็เป็นอาหารที่กินเพื่อความอยู่รอดอีกทั้งให้พลังงานสูง แถมยังพกพาสะดวก ซึ่งการค้นพบทางโบราณคดีและบันทึกของเวเกติอุส (Vegetius) ยืนยันว่าขนมปังชนิดนี้ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการเดินทัพของทหารโรมัน
โดยชีสแข็งจากนมแกะอย่าง Pecorino Romano ก็จะถูกเสิร์ฟคู่กับบูเซลลาตัมเสมอ ชีสชนิดนี้มีรสเค็ม เนื้อแน่น และทนทานต่อการขนส่ง ชาวโรมันให้คุณค่ากับชีสมาก เพราะมีโปรตีนสูงและช่วยรักษาสภาพน้ำนมที่เคยบูดง่ายให้คงรูปเก็บได้นานแถมยังง่ายต่อการพกพา การรับประทานชีสเพียงไม่กี่ออนซ์กับบูเซลลาตัมจะทำให้มีพลังงานเพียงพอสำหรับการเดินทัพหรือฝึกซ้อมได้ตลอดทั้งวัน ถึงจะเป็นมื้ออาหารที่ดูเรียบง่าย แต่ก็เป็นกลยุทธ์ของทหารโรมันในการแบ่งเสบียงให้เพียงพอ และเป็นการรักษาสุขภาพเพื่อไม่ให้มีน้ำหนักตัวมากเกินไป แถมยังช่วยให้มีเรี่ยวแรงในการเดินทัพซึ่งอาจไกลถึง 15-20 ไมล์ หรือ(ประมาณ 24-32 กิโลเมตร) ต่อวันอีกด้วย
🟡 จากอาหารในสมรภูมิโรมัน สู่เมนูยอดฮิตของมหาชนบนแผ่นแป้งพิซซ่า และกลายเป็น Global Icon ทั่วโลกแบบในปัจจุบันได้อย่างไร?
เมื่ออาณาจักรโรมันขยายตัว ชาวโรมันที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทำชีสได้นำเอาวัฒนธรรมอาหารติดตัวไปในระหว่างการยึดครองพื้นที่ อีกทั้งกองทัพโรมันได้เคลื่อนพลไปทั่วยุโรป ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส อังกฤษ และภูมิภาคอื่นๆ จึงไม่แปลกที่จะมีการถ่ายทอดความรู้และเทคนิคการทำชีสไปยังดินแดนที่ยึดครอง นอกจากนั้นเมื่อสถาปนาดินแดนได้แล้ว ก็จะมีการจัดตั้งฟาร์มขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Latifundia เป็นภาษาละติน อ่านออกเสียงได้ว่า ‘ลา-ติ-ฟุน-เดีย’ (la-ti-fun-di-a) หมายถึง ที่ดินผืนใหญ่หรือไร่ขนาดใหญ่ในสมัยโรมันโบราณที่ใช้แรงงานทาสในการผลิตพืชผลทางการเกษตร เพื่อผลิตอาหารส่งเข้าสู่ตัวเมืองและเลี้ยงกองทัพ ทำให้เทคนิคการทำชีสแบบโรมันถูกส่งต่อสู่ผู้คนในท้องถิ่นด้วย
แม้หลังจากอาณาจักรโรมันล่มสลาย ความรู้ในการทำชีสไม่ได้ล่มสลายหรือสูญหายไปด้วย หากแต่ถูกเก็บรักษาและพัฒนาอย่างดีโดยเหล่านักบวชในอารามต่าง ๆ ทั่วยุโรป ทำให้อารามกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตชีสชั้นดีไปโดยปริยาย เหล่านักบวชมักใช้เวลาว่างในการทดลองและพัฒนาสูตรชีสเสมอ มีการลองบ่มชีสในถ้ำและการปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกิดเป็นชีสต่างๆที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแต่พื้นที่ ซึ่งต่อมากลายเป็นรากฐานของชีสชื่อดังในปัจจุบัน เช่น Parmigiano-Reggiano หรือที่รู้จักกันทั่วโลกในชื่อ ‘พาร์เมซาน’ (Parmesan) คือเนยชนิดแข็งที่มีชื่อเสียงที่สุดชนิดหนึ่งของโลกจากประเทศอิตาลี จนได้รับสมญานามว่าเป็น ‘ราชาแห่งเนยแข็ง’ (King of Cheeses) ในอิตาลี นอกจากนี้ยังมีชีสที่มีชื่อเสียงอีกหลายชนิดในฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์อีกด้วย
เมื่อเข้าสู่ยุคเรเนซองส์และยุคสำรวจ ชีสกลายเป็นสินค้าสำคัญในการค้าขายระหว่างประเทศ ด้วยคุณสมบัติที่เก็บไว้ได้นานโดยเฉพาะชีสประเภทฮาร์ดชีส (ชีสแข็ง) ทำให้เหมาะสำหรับการขนส่งทางเรือและแพร่กระจายไปตามเส้นทางการค้าหลักของโลก ต่อมาผู้ที่อพยพจากยุโรปไปยัง ‘โลกใหม่’ อย่างเช่น อเมริกา ได้นำสูตรและเทคนิคเหล่านี้ติดตัวไปด้วย จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทำชีสในระดับอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 19-20 ซึ่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนโฉมหน้าการผลิตด้วยการนำเครื่องจักรมาใช้ ทำให้ชีสมีมาตรฐานและผลิตได้ในปริมาณมหาศาล จนกลายเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่หาซื้อได้ง่ายทั่วโลกในที่สุด
แม้ในยุคโรมันโบราณ ชาวโรมันจะนิยมบริโภคชีสที่ทำจากนมแกะหรือนมแพะเป็นหลัก เนื่องจากไม่นิยมการบริโภคเนื้อวัวและนมวัว แต่ในปัจจุบันชีสอย่าง ‘มอสซาเรลล่า’ (Mozzarella) ชีสที่เราคุ้นเคยและพบเห็นได้ทั่วไปตามซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหารทั่วโลกนั้น ส่วนใหญ่กลับทำมาจากนมวัว อย่างไรก็ตามมอสซาเรลล่าต้นตำรับ ที่มีชื่อเสียงและถือเป็นจุดกำเนิดที่สำคัญของชีสชนิดนี้นั้น ถูกทำมาจากนมควาย ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากภูมิภาคกัมปาเนีย (Campania) ในอิตาลีตอนใต้
โดยในช่วงยุคกลาง (ประมาณศตวรรษที่ 12-16) มีการนำควายน้ำเข้ามาในอิตาลีตอนใต้ เพราะควายมีความทนทานต่อสภาพอากาศชื้น และเหมาะกับการเลี้ยงในพื้นที่ลุ่มต่ำในแถบกัมปาเนียได้ดีกว่าวัวหรือแกะ อีกทั้งนมจากควายมีไขมันและโปรตีนสูงกว่านมวัว ทำให้ชีสที่ได้มีความครีมมี่และยืดหยุ่นสูงกว่า เมื่อโดนกับความร้อน ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่า ‘Mozzarella di Bufala’ (มอสซาเรลล่าจากนมควาย) คำว่า ‘Mozzarella’ มาจากคำว่า mozzare ในภาษาอิตาลีที่แปลว่า ‘การตัด’ ซึ่งหมายถึงขั้นตอนการดึงและตัดก้อนชีสด้วยมือนั่นเอง และด้วยความที่มอสซาเรลล่าเป็นชีสสด (Fresh Cheese) จึงเก็บได้ไม่นาน ต่างจากชีส Pecorino Romano ที่ทหารโรมันยุคโบราณสามารถพกพาได้เป็นเดือน ๆ เพราะฉะนั้นมอสซาเลล่าจึงกลายเป็น ‘อาหารท้องถิ่น’ ที่บริโภคกันสด ๆ ในเขตนาโปลี (Naples) แทนที่จะถูกส่งไปไกลเหมือนชีสแข็ง
🟡 แล้วมอสซาเรลล่าชีสกลายเป็นวัตถุดิบหลักบนหน้าพิซซ่าที่เราคุ้นเคยได้อย่างไร?
ย้อนกลับไปในช่วงศตวรรษที่ 18-19 ณ เมืองนาโปลี ประเทศอิตาลี ‘พิซซ่า’ ในยุคนั้นถูกมองว่าเป็นเพียงอาหารคนจนของชนชั้นแรงงาน ซึ่งเป็นแค่แผ่นแป้งอบราดซอสมะเขือเทศและเครื่องปรุงง่ายๆ เพื่อให้มีราคาถูกและเข้าถึงได้ง่ายสำหรับคนงานในเมือง
อย่างไรก็ตามจุดเปลี่ยนสำคัญที่ยกระดับพิซซ่าให้กลายเป็น Global Icon เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1889 เมื่อ ‘พระนางมาร์เกอรีตาแห่งซาวอย’ (Queen Margherita) ซึ่งทรงเป็น สมเด็จพระราชินีแห่งอิตาลี ได้เสด็จเยือนนาโปลี
เชฟท้องถิ่นจึงได้รังสรรค์พิซซ่าหน้าพิเศษขึ้นมาโดยใช้ส่วนประกอบที่มีสีสันสื่อถึงธงชาติอิตาลี ได้แก่ มะเขือเทศ (สีแดง), มอสซาเรลล่า (สีขาว) และใบโหระพา (สีเขียว) ซึ่งเมนูนี้ได้สร้างความประทับใจให้กับพระองค์เป็นอย่างมาก
ความสำเร็จของพิซซ่าเมนูนี้ไม่ได้มาจากเพียงแค่รสชาติที่อร่อยอย่างลงตัวเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคุณสมบัติทางวิทยาศาสตร์ของมอสซาเรลล่าชีสอีกด้วย ด้วยค่า pH ที่เหมาะสมและการจัดเรียงตัวของโปรตีนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ทำให้มอสซาเรลล่าสามารถ ‘ละลาย’ และ ‘ยืดตัว’ ได้อย่างสวยงามเมื่อโดนความร้อนบนแผ่นแป้งพิซซ่า ทำให้แทนที่จะไหม้หรือแข็งตัวเหมือนชีสชนิดอื่น
ด้วยคุณสมบัติพิเศษนี้เองที่ทำให้มอสซาเรลล่ากลายเป็นส่วนผสมที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการรังสรรค์เมนูพิซซ่าจนเป็นที่นิยมไปทั่วโลกจนถึงทุกวันนี้
🟡 จากเมนูท้องถิ่นสู่ปรากฏการณ์ระดับโลก จนพิซซ่ากลายเป็นที่รักของคนทั่วโลกได้อย่างไร?
เริ่มต้นจากในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ร้านพิซซ่าถือกำเนิดแห่งแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1830 ในร้าน Antica Pizzeria Port’Alba ในเมืองเนเปิลส์ หรือ ‘นาโปลี’ (Napoli) ในภาษาอิตาลี ของประเทศอิตาลี ได้เปิดให้บริการในรูปแบบ ‘ร้านที่มีโต๊ะนั่ง’ (Pizzeria with tables) ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของธุรกิจร้านพิซซ่าในเชิงร้านอาหาร
ต่อมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ด้วยการอพยพของชาวอิตาลีทำให้เกิดร้านพิซซ่าร้านแรกในอเมริกา ในปี ค.ศ. 1905 Lombardi’s คือร้านพิซซ่าในย่าน Little Italy ของเมืองนิวยอร์กซิตี้ สหรัฐอเมริกา การเปิดกิจการนี้เองถือเป็นร้านพิซซ่าแห่งแรกในสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้พิซซ่าเริ่มกลายเป็นธุรกิจที่เข้าถึงชาวเมืองในวงกว้างขึ้น ร้าน Lombardi’s ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมพิซซ่าในสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนให้พิซซ่ากลายเป็นอาหารที่คนอเมริกันและคนทั่วโลกหลงรักมาจนถึงทุกวันนี้
และในหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มาจนถึงยุค 1950s คือช่วงเวลาที่พิซซ่าเปลี่ยนจาก ‘ร้านอาหารของครอบครัว’ มาสู่ ‘บริษัทระดับโลก’ อย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน อย่างเช่น ร้าน Pizza Hut (ค.ศ. 1958) แฟรงก์ และ แดน คาร์นีย์ ก่อตั้งขึ้นในรัฐแคนซัส และเป็นหนึ่งในผู้ผู้บุกเบิกการใช้ระบบ ‘แฟรนไชส์’ ทำให้พิซซ่าสามารถขยายสาขาไปได้ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว
และยังมีร้าน Domino's Pizza (ค.ศ. 1960) ผู้ปฏิวัติวงการด้วยการเน้นระบบ ‘Delivery’ (บริการจัดส่งถึงบ้าน) ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้พิซซ่ากลายเป็นอาหารที่สะดวกและกลายเป็นบริษัทระดับมหาชนในเวลาต่อมา
ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นการเดินทางของชีสที่เปลี่ยนจากชีสเพื่อการขนส่งและเก็บรักษา ในยุคโรมัน มาสู่การเป็นชีสเพื่อรสสัมผัสและศิลปะการทำอาหาร ในยุคเรเนซองส์มาจนถึงปัจจุบัน เมื่อคนอิตาลีอพยพไปทั่วโลกในศตวรรษที่ 19-20 พวกเขาก็นำสูตรพิซซ่าและมอสซาเรลล่าไปเผยแพร่ จนมันกลายเป็นอาหารที่ทุกคนเข้าถึงได้ และกลายเป็น ‘Global Icon’
ทั้งหมดที่กล่าวมาคงพอเป็นคำตอบได้ว่า ชีสเป็นเสมือนภาษาสากลด้วยรสสัมผัส (Umami) ที่ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมใดหรือยุคสมัยใดชีสก็สามารถลื่นไหลเข้าถึงได้ ชีสจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมนูท้องถิ่นทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นพิซซ่าในนาโปลี, แฮมเบอร์เกอร์และแซนด์วิชในนิวยอร์ก หรือแม้แต่เมนูฟิวชั่นในเอเชีย
.
ชีสไม่ได้ยึดครองโลกด้วยเพียงรสชาติ แต่มันยึดครองโลกด้วยการเป็นส่วนหนึ่งบน ‘จานอาหาร’ ที่แอบบอกเล่าเรื่องราวที่ร่วมเดินทางกับมนุษยชาติมาอย่างยาวนาน ได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุดบนรสชาติและความเป็นอมตะของตัวมันเอง
ขอให้ทุกท่านมีความสุขและสนุกกับการทานชีส
เรื่อง : ดนตรีกานต์ แก้วกาหลง
#มื้อนี้ #อาหาร #ชีส #ประวัติศาสตร์ #พิซซ่า