79Labcoff ขายกาแฟและครัวซองออนไลน์

06/10/2021

ครบวงจรมาก

06/10/2021

น่ากินไหม

06/10/2021

Woww

18/06/2021

วัฒนธรรมการดื่มกาแฟ ของมนุษย์ เริ่มต้นมาจากไหน ?

คำตอบสำหรับคำถามนี้ ค่อนข้างมีหลากหลายมากเลย
เพราะมีการบันทึกเอาไว้เยอะมากพอสมควร

แต่เท่าที่พวกเรานั่งค้นหามา ทั้งอ่านใน Text Book ที่เกี่ยวกับเรื่องราวของกาแฟ
หรือแม้กระทั่งงานแปลงานเขียนต่าง ๆ ดั่งที่ปรากฎอยู่ในแหล่งอ้างอิงเพิ่มเติมในตอนท้ายบทความ

พวกเราก็พบหลักฐานการบันทึกที่เป็นเสียงเดียวกันว่า
การดื่มกาแฟครั้งแรกของมนุษย์ ที่เป็นการดื่มด้วยการนำเมล็ดกาแฟที่มีวิธีการคัดแยก, การ Process จนไปถึงการเริ่มต้นของวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ กับ ร้านกาแฟแห่งแรกของโลกในช่วงศตวรรษที่ 15

อะ โอเค ! ในบทความนี้ พวกเรา InfoStory จะขอเล่าเรื่องราวของ ต้นกำเนิดของวัฒนธรรมการเริ่มต้นดื่มกาแฟของมนุษย์ มาเป็นความรู้สบายสมองให้กับเพื่อน ๆ สำหรับวันนี้กัน

(แต่ในบทความนี้ พวกเราจะขอไม่พูดถึงต้นกำเนิดการค้นพบเมล็ดกาแฟนะ
เพราะว่าเรื่องนี้เคยแอบเขียนแทรก ๆ ไว้ในซีรีส์บทความภาพ “รู้จัก เมล็ดกาแฟ รอบโลก ฉบับมือใหม่” กันไปแล้ว แต่ถ้าเพื่อน ๆ อยากอ่านเรื่องราวเพิ่มอีก เดี๋ยวพวกเราจัดให้ได้นะ)

------------------------------------------------

มนุษย์เริ่มมีการดื่มกาแฟอย่างจริงจัง ในช่วงศตวรรษที่ 11-12
แต่ในตอนนั้น เราอาจยังไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็น วัฒนธรรม

ซึ่งการเริ่มดื่มกาแฟ ก็คงต้องอ้างอิงถึงต้นกำเนิดของเมล็ดกาแฟกันสักนิดนึง

ในครั้นที่มนุษย์ยังกินเป็นกาแฟตั้งแต่เป็นผลเบอร์รี่สีแดง
ว่ากันว่าถูกค้นพบโดยเด็กหนุ่มคนเลี้ยงแพะชาวเอธิโอเปีย ที่มีชื่อว่า “คาลดี” ในศตวรรษที่ 9

และ เจ้าหนุ่มคาลดี ก็รู้สึกว่า หลังจากกินผลกาแฟอันนี้แล้ว ทำให้เขารู้สึกกระปี้กระเปร่า

จากนั้นเรื่องราวของเมล็ดกาแฟ ก็ได้แพร่ขยายไปสู่ประเทศที่อยู่ใกล้กันอย่าง อียิปต์ จนไปทั่วทวีปแอฟริกา และ ไปจนถึง ตะวันออกกลางอย่าง ชาวเปอร์เซีย

จนค่อย ๆ เริ่มมีวิธีการคัดแยกเมล็ดกาแฟ การ Process ต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งเมล็ดกาแฟ และแพร่กระจายไปสู่ชาวยุโรปผ่านเส้นทางการค้าต่าง ๆ

แน่นอนว่าพอเรื่องราวของกาแฟ มันตกมาอยู่ในมือของกลุ่มพ่อค้า โดยเฉพาะชาวตะวันออกกลางเนี่ย ก็ได้เรื่องเลยละ !

เพราะเรื่องราวการค้าต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เปรียบเสมือนเป็นต้นกำเนิดของการเกิดวัฒนธรรมกาแฟ ในยุคสมัยต่อ ๆ อย่างที่เพื่อน ๆ พอทราบกันมาเนอะ

อะ ! กลับมาที่ วัฒนธรรมการดื่มกาแฟ กันต่อ
ที่พวกเราอยากใช้คำว่า “วัฒนธรรม”
ก็เพราะมันส่งผลทำให้มนุษย์มีรูปแบบของกิจกรรม รวมไปถึงโครงสร้างเชิงสัญลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ

ยกตัวอย่างเช่น การพักผ่อนกับการดื่มกาแฟของชาวฟินแลนด์
การพูดคุยกัน การเรียนรู้จักเพื่อนรอบตัว ของชาวสวีเดน และ ชาวเดนมาร์ก

หรือ แม้กระทั่งในเรื่องเชิงสัญลักษณ์อย่าง การตระหนักเรื่องราวของเพศในช่วงศตวรรษที่ 16
อย่างเรื่องราวที่ว่า กาแฟไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ความดิบเถื่อนของผู้ชายเพียงอย่างเดียว

แต่ทว่าคอฟฟี่เฮาส์ที่โด่งดังในเมืองเวนิส ประเทศอิตาลี ก็ยังมีวัฒนธรรมที่กลุ่มผู้หญิง จะมานั่งจับกลุ่มดื่มกาแฟพร้อมทานอาหารกันภายในร้าน (มากกว่าผู้ชายเสียด้วยซ้ำ)

หรือไปจนถึงเรื่องราว การต่อต้านจักรวรรดิ์อังกฤษของอาณานิคมชาวอังกฤษที่อยู่ในอเมริกา (เราขอเรียกว่าชาวอเมริกัน)

ซึ่งก็มาจากเหตุการณ์ “Boston Tea Party” ที่หลังจากนั้น ชาวอเมริกันก็พร้อมใจกัน หันมาดื่มกาแฟ แทน การดื่มชาจากอังกฤษ ซึ่งก็เปรียบเสมือนสัญลักษณ์การต่อต้านทางการเมืองในสมัยนั้น

ทั้งหมดนี้ ก็คือ วัฒนธรรมการดื่มกาแฟและเรื่องราวต่าง ๆ ที่ไม่เหมือนกันในแต่ละประเทศเนอะ

และที่มากไปกว่านั้นเนี่ย วัฒนธรรมการดื่มกาแฟ ยังก่อให้เกิดมูลค่าทางการเงินต่าง ๆ
เช่น อุตสาหกรรมการนำเข้า-ส่งออก กาแฟ, บริษัทผลิตกาแฟ, ร้านกาแฟ คาเฟ่ต่าง ๆ อีกด้วยนะ

ซึ่งก็ดูเหมือนว่า เรื่องราวของ “ต้นกำเนิดร้านกาแฟแห่งแรกของโลก” อาจจะเป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึง “จุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ” รวมไปถึงอิทธิพลของกาแฟสู่โลกใบนี้ ได้ดีที่สุด (ในมุมมองของพวกเรา)

------------------------------------------------

เพื่อน ๆ เริ่มง่วงกันรึยังเอ่ย ?
(เพื่อน ๆ บางคนอาจเริ่มส่งต่อให้เพื่อน ๆ คนอื่นอ่าน แล้วบอกว่า “บทความนี้ยาวชะมัด แต่อยากรู้เรื่อง… เธออ่านแล้วสรุปให้ฟังที”
แห่ะ ๆ พวกเราก็อาจจะมีความเขิลสักเล็กน้อย แต่พวกเราตั้งใจเขียนจริง ๆ น้า ขออภัยหากมันยาวไปนิดนึง)

อะ ! มาต่อกันที่ร้านกาแฟแห่งแรกของโลกที่ถูกบันทึกไว้ ในช่วงปลายศตวรรษที่ 15 (ช่วงปี ค.ศ. 1475)
ในกรุงคอนสแตนติโนเปิล เมืองหลวงของอาณาจักรออตโตมัน (ปัจจุบันคือเมืองอิสตันบูล ในประเทศตุรกี นั่นเองจ้า)

ที่มีบันทึกว่าเกิดจากกรุงคอนสแตนติโนเปิล ก็เพราะว่า พื้นที่ที่มีจุดเด่นเป็นเมืองท่าทางการค้า จากเหล่าพ่อค้าชาวตะวันออกกลาง และ แอฟริกา นั่นเอง

ซึ่งคุ้น ๆ ไหม… นั่นเป็นสถานที่ ที่ใกล้เคียงกับแหล่งค้นพบเมล็ดกาแฟเลยนะ !

ซึ่งในบันทึกทางประวัติศาสตร์ ยังบอกไว้ว่า หลังจากที่ชาวออตโตมัน ได้เข้ายึดประเทศเยเมนและค้นพบเมล็ดกาแฟที่ชาวบ้านนิยมดื่ม

จึงไม่แปลกใจที่ชาวออตโตมัน ได้มีการส่งออกกาแฟไปตามเส้นทางของเหล่าพ่อค้าอาหรับ และ เข้ามาสู่บ้านเกิดของตัวเองอย่าง กรุงคอนสแตนติโนเปิล
จนได้ให้กำเนิดร้านชงกาแฟแห่งแรกของโลก ที่ชื่อว่า “Kiva Han” นั่นเอง

จากร้านกาแฟ “Kiva Han” มันก็แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลทางการค้าขาย ทำกำไรจากเมล็ดกาแฟ จนทำให้เกิดอุตสาหกรรมการคั่วกาแฟ จนมาถึงการชงกาแฟดื่มอย่างเป็นกิจลักษณะ โดยมีร้านกาแฟเป็นตัวกลาง ที่ทำให้กาแฟนั้น สามารถดื่มและเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย

และที่มากไปกว่านั้น ยังได้ทำให้เกิดการผูกขาดการค้าของกาแฟ ซึ่งนำไปสู่สัญลักษณ์ทางการเมือง ความขัดแย้งทางศาสนา… โอโห ต่าง ๆ มากมาย

ขนาดที่ว่า อุตสาหกรรมการค้ากาแฟ และ การเปิดร้านชงกาแฟ ต้องถูกแบนในประเทศอียิปต์ เป็นเวลาหลายปี ในช่วงต้นศตวรรษที่ 16 เลยทีเดียวนะ

--------------------------------------------

จนมาถึงร้านกาแฟแห่งแรกในประเทศอิตาลี ที่มีฉายาว่าเป็นประเทศแห่งการบริโภคกาแฟ
ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากเมืองเวนิส (Venice) กับเรือลำแรกที่นำกาแฟมาสู่ทวีปยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 16

ซี่งวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของชาวอิตาลีและชาวยุโรป
มันก็มาจากร้านกาแฟแห่งแรกในย่าน Piazza San Marco จากเมืองเวนิส ในปี ค.ศ. 1647 อีกเช่นกัน

จนไปถึงเรื่องราวของวัฒนธรรมทางสัญลักษณ์ของผู้ชายผู้หญิง กับการดื่มกาแฟ ในร้านคอฟฟี่เฮาส์ แบบที่กล่าวไปในช่วงต้น ๆ ของบทความเนอะ

จุดเริ่มต้นจากร้านกาแฟแห่งแรกในเมืองเวนิส ตรงนี้
ก็เดินทางมาถึงร้านกาแฟแห่งแรกในประเทศอังกฤษ

ซึ่งประเทศอังกฤษ ที่ขึ้นชื่อเรื่องการเผยแพร่วัฒนธรรมการดื่มชาแบบชาวตะวันตก
แต่ว่า…ตามประวัติศาสตร์ก็พบว่า คนอังกฤษมีการดื่มกาแฟ ที่มีมาก่อนการดื่มชา เกือบร้อยกว่าปี…

แน่นอนว่า ก็ต้องมาจากหลักฐานของการเปิดร้านกาแฟร้านแรก ในปี ค.ศ. 1651 อย่าง “Jacob, the Jew” ที่เมือง Oxford (ซึ่งถือว่าเป็นร้านกาแฟแห่งที่สอง ของทวีปยุโรป)

หลังจากนั้น วัฒนธรรมการดื่มกาแฟ ก็แพร่ขยายไปตามการเข้ามาของร้านกาแฟในหลายประเทศแถบยุโรป
ซึ่งก็จะกระจายไปสู่ทวีปอเมริกา และ เอเชีย ในเวลาต่อมา

โอเค ! ทีนี้ หากมาในฝั่งเอเชีย ที่เด่น ๆ เลย เราว่าก็คงเป็นวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ ที่เข้ามากลมกลืนกับวัฒนธรรมการดื่มชาของคนญี่ปุ่น ซึ่งก็มาจากอิทธิพลของชาวตะวันตก

ด้วยวัฒนธรรมความเร่งรีบ ในการทำงานของคนญี่ปุ่น
ทำให้พวกเขาไม่สามารถใช้เวลานั่งชงชาอย่างพิถีพิถัน

จนกระทั่งกาแฟได้เข้ามา และ ทำให้ชาวญี่ปุ่นเนี่ย สามารถคิดค้นนวัตกรรมกาแฟใส่นมกระป๋อง ที่สามารถเก็บได้นานและกินได้อย่างรวดเร็ว ได้เป็นเจ้าแรกของโลกอย่างบริษัท UCC Coffee

(ซึ่งจากวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นตรงนี้ ก็ทำให้พวกเขาสามารถคิดค้นได้ก่อนชาวตะวันตก ผู้ที่เชี่ยวชาญด้านกาแฟมากกว่าเสียอีกนะ)

โอโห… จากตรงนี้ ร้านกาแฟร้านแรก ก็ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ที่ส่งผลให้เกิดวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ จนมีอิทธิพลกับชีวิตของมนุษย์เลยละเนอะ

แต่จะว่ากันจริง ๆ มันก็มีหลายปัจจัยละนะ....
ให้เล่าทั้งหมด ก็คงจะต้องขอพื้นที่อีก 10 หน้าเหมือนเดิม แห่ะ ๆ …

------------------------------------------------

สุดท้ายนี้ พวกเรามีคำถามมาให้เพื่อน ๆ ฉุกคิดกันเล่น ๆ (แต่คงไม่มีคำตอบไหนถูกหรือผิดนะ)

ในปัจจุบัน หากเราถามกันเล่น ๆ กับเพื่อนว่า “ใครคือผู้มีอิทธิพลในเรื่องกาแฟมาที่สุด ?”
หรือ “เธอคิดว่า ต้นกำเนิดของการดื่มกาแฟมาจากไหน ?”

จากที่พวกเราได้ลองถามเพื่อน ๆ คนรอบตัวจำนวนหนึ่ง
ซึ่งไม่ได้ทราบเรื่องราวความเป็นมา อย่างในบทความนี้

พวกเขาส่วนใหญ่ ก็จะตอบกลับมาว่า
“อ้อ ไม่รู้เหมือนกันอะ ทำไมถามไรกว้างจัง... ถ้าให้ตอบก็คงเดาว่า มาจากต้นกำเนิดร้าน Starbucks มั้ง เพราะได้ยินชื่อบ่อยที่สุด และ มีสาขาร้านกาแฟเยอะมาก เหมือนเซเว่นเลย”

ก็ต้องเรียกได้ว่า สุดท้ายนี้ไม่ว่าเรื่องราวจะมีต้นกำเนิด หรือ ความเป็นมาอย่างไร

แต่อำนาจของการค้าและการเข้าถึงการรับรู้ของผู้บริโภค ก็ถือว่าเป็นจุดสำคัญจริง ๆ สำหรับทุกอุตสาหกรรม ไม่เว้นแม้แต่กาแฟ 🙂

วันนี้พวกเราก็ขออนุญาตจบเรื่องราว ไว้แต่เพียงเท่านี้จ้า

#ดื่มกาแฟ


แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
-หนังสือ “World atlas of Coffee” เขียนโดย James Hoffmann
-หนังสือ “Coffee Bag Packer” เขียนโดย เอกศาสตร์ สรรพช่าง
https://www.silpa-mag.com/history/article_8263
https://www.ncausa.org/about-coffee/history-of-coffee
https://en.wikipedia.org/wiki/History_of_coffee
https://www.homegrounds.co/history-of-coffee/

☕
07/06/2021

ทำไมเราต้องเรียก “กาแฟดำ” ว่า “อเมริกาโน่ (Americano)” ?
Americano หรือ ที่เราเรียกรวม ๆ ว่า “กาแฟดำ” จนเสมือนเป็นคำทับศัพท์ไปซะแล้ว

Americano พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ การนำเอสเปรสโซ่ช็อต มาผสมเข้ากับน้ำร้อน
จึงจะได้กาแฟดำ ที่มีความเจือจางออกมา
ส่วนความเข้มข้นของกาแฟดำแก้วนี้ ก็จะต้องขึ้นอยู่กับจำนวนช็อต ของ เอสเปรสโซ่ ที่เป็นพื้นฐานสำคัญของเมนูนี่ นั่นเอง

แล้วเพื่อน ๆ ทราบไหมว่า Americano ที่มีชื่อเหมือนกับประเทศอเมริกา
มีต้นกำเนิดมาอย่างไร ? ทำไมจึงต้องเป็นชื่อ Americano ?

คำตอบ คือ ไม่มีอะไรซับซ้อน
ตรงตัวเลย เพราะกำเนิดมาจากทหารชาวอเมริกัน นั่นเอง

เรื่องมีอยู่ว่า

ชื่อเรียกของเมนูกาแฟดำ “Americano”
มีต้นกำเนิดในสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกองทหารจีไออเมริกัน ถูกส่งไปประจำการในประเทศอิตาลี
โดยสิ่งที่ทำให้ทหารอเมริกัน เกิดความรู้สึกขัดใจมากที่สุด
ก็คงไม่พ้นเมนูกาแฟดำของอิตาลี ที่มีรสชาติเข้มข้นมาก จนไม่สามารถทานทั้งวันได้

อะไรนะ ต้องทานกาแฟทั้งวัน เลยเหรอ ??

ใช่แล้ว ต้องบอกว่า จุดนี้คือความแตกต่างของวัฒนธรรมการกินดื่มของผู้คนทั้ง 2 ชาติ ที่ชัดเจนมาก

โดยทหารอเมริกันจะมีวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ ที่เปรียบเสมือนน้ำมันเอาไว้ขับเคลื่อนร่างกาย ด้วยการการจิบดื่มกาแฟดำตลอดทั้งวัน

“ตลอดทั้งวัน” ในที่นี้ ก็ยังมีเรื่องเล่ากันว่า
ฝ่ายสัมพันธมิตรของสหรัฐ ที่นอกจากจะต้องส่งอาวุธยุโธปกรณ์ มายังกองทหารอเมริกันที่ประจำการอยู่ในประเทศต่าง ๆ แล้ว

ก็ยังมีเสบียงสำคัญที่ขาดไม่ได้ นั่นคือกาแฟสำเร็จรูป และจะต้องแพคมาคู่กับ เบียร์
ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งไอเทม ที่ขาดไม่ได้ นั่นเอง

กลับมาที่ วัฒนธรรมการดื่มกาแฟของชาวอิตาลี จะมีการกำหนดเวลาที่ดื่มกาแฟ เอาไว้อย่างชัดเจน
เช่น การดื่มกาแฟ Cappuccino ร่วมกับอาหารในมื้อเช้า
ส่วนการดื่มกาแฟช็อตสุดเข้มข้นอย่าง “Espresso หรือ Caffè” จะต้องดื่มในช่วงหลังเวลาเที่ยงเป็นต้นไป
โดยจะเน้นไปที่การดื่มแบบสดๆ เข้มๆ เพียวๆ ในเวลาอันสั้น...

นั่นจึงทำให้ ทหารอเมริกันที่ไม่ได้มีการเลือกเวลาว่าต้องดื่มช่วงไหน เหมือนชาวอิตาลี
จึงรู้สึกไม่คุ้นลิ้นกับรสชาติกาแฟช็อต อันแสนเข้มข้นและดุดันของชาวอิตาลี

จนนำไปสู่วิธีการทำให้กาแฟเอสเพรสโซของชาวอิตาลี “เจือจาง” ด้วยการเติมน้ำร้อนลงไป
เพื่อให้สามารถนำกาแฟพกติดตัว และ ดื่มได้ทั้งวัน นั่นเอง

ทีนี้ มันก็จะมีเรื่องราวที่ดูขัดแย้ง เกี่ยวกับต้นกำเนิดของ “Americano” กันอีกสักเล็กน้อย

เรื่องราวที่ขัดแย้งอันแรก คือ
มาจากนวนิยายของ วิลเลียม โซเมอร์เซต เมอแฮม นักเขียนชื่อดังชาวอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1928 โดยมีใจความช่วงหนึ่งที่เขาได้เขียนไว้ว่า

ในสมัยช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ในเมืองเนเปิลส์ของอิตาลี
ตัวเขาได้เคยดื่มกาแฟดำที่ไม่เข้มข้นมากเท่าไร ซึ่งขัดกับวัฒนธรรมการดื่มกาแฟที่อิตาลี
ที่ชาวอิตาลี ได้เรียกกันว่า “อเมริกาโน่ (Americano)”

เรื่องราวที่ขัดแย้งอันที่สอง คือ
กาแฟ Americano นั้น อันที่จริงแล้ว มีต้นกำเนิด เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองซีแอตเทิล ประเทศสหรัฐอเมริกา ตะหากละ

ซึ่งดูเหมือนว่า มันช่างคล้ายคลึงกับการกำเนิดร้านกาแฟที่มีชื่อเสียงมาจากเมืองซีแอตเติล ที่กำเนิดใน Pike Place Market ในปี ค.ศ. 1912 อย่าง “Starbucks”

อย่างไรก็ดี เรื่องราวที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกับความเป็นมาในเรื่องของทหารอเมริกันในสงครามโลกครั้งที่ 2
ก็ยังไม่ได้มีหลักฐานยืนยันที่แน่ชัดนะ เป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานที่ถูกกล่าวถึงเท่านั้น

เอาเป็นว่า เรื่องราวทั้งหมดตรงนี้ จึงกลายเป็นชื่อเรียกที่ติดหูของกาแฟดำ ที่มีน้ำออกใสและรสชาติที่เจือจาง ว่า “อเมริกาโน่ (Americano)”
จนกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของคนอเมริกันที่ดังไปทั่วโลก นั่นเอง

ในขณะที่ ถ้าพูดถึงกาแฟดำช็อตสุดเข้มข้นอย่าง Espresso (หรือเรียกว่าเมนูกาแฟดำอย่าง Caffè) เราก็จะนึกถึงต้นกำเนิดที่มาจากชาวอิตาลีแทนเนอะ

ทีนี้ เพื่อน ๆ อาจจะเริ่มมีคำถามขึ้นมาในหัวนิดนึงว่า
เจ้าเรื่องราวความเป็นมาที่พวกเราเล่ามาตั้งนาน
ดูเหมือนว่า Americano จะไม่มีรูปแบบที่ตายตัวเท่าไร
แค่กาแฟช็อตเอสเปรสโซ่ผสมลงในน้ำร้อน
รวมถึงต้นกำเนิดของเมนูที่สุดแสนจะธรรมดานี้ ก็เหมือนจะไม่ได้มีอะไรมากเลยนี่นา…

แล้วทำไมปัจจุบันถึงได้มีชื่อเมนูที่เรียกกาแฟดำในรูปแบบอื่น ๆ อย่าง Long Black และ Drip Coffee ละ ?

ใช่แล้วต้องบอกว่า ด้วยความที่มันไม่มีอะไรมากของ “Americano” นี่เอง
ที่ได้สร้างความแตกต่างและความเหมือน ให้กับ กาแฟที่มีสีดำที่มีชื่อเรียกอีก 2 ชื่อ

แล้ว Americano กับ Long Black แตกต่างกันอย่างไร ?

Americano กับ Long Black ก็เปรียบได้กับความเหมือนในความต่าง…
เพราะต่างกันที่วิธีการชง นั่นเอง

Americano ที่มีต้นกำเนิดโดยชาวอเมริกัน จะมีการใส่ Espresso Shot ไว้เป็นอันดับแรก แล้วจึงเติมน้ำร้อนตามมาทีหลัง

ในขณะที่ Long Black มีถิ่นกำเนิดมาจากชาวออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
ที่มีขั้นตอนการชง โดยเริ่มจาก การเติมน้ำร้อนในถ้วยกาแฟก่อน ที่จะชงให้ Espresso Shot ให้ไหลรินลงมาด้านบน

เพราะชาวออสเตรเลีย มีความเชื่อว่าเมนูวิธีการชงแบบ “Long Black”
จะสามารถดึงจุดเด่นของกาแฟออกได้ดีที่สุด กล่าวคือ ทั้งกลิ่น รส และ ครีม่า ที่มาครบครัน

ต่อมา ในส่วน Americano กับ Drip Coffee ต่างกันอย่างไร ?

อันนี้เราต้องขอบอกว่า “แตกต่าง” กันเกือบทุกอย่าง
ยกเว้นแค่หน้าตาของกาแฟตอนชงเสร็จแล้ว…

อย่างที่เราได้ทราบกันไปจากข้อมูลด้านบน ว่า Americano และ Long Black
จะมีการนำ Espresso Shot ที่มาจากเครื่องชงกาแฟ (พวกเครื่องชง Espresso)

ในขณะที่ตัวกาแฟดริป Drip Coffee เนี่ย
มาจากการไหลผ่านของน้ำร้อนและกาแฟคั่วบด ในอุปกรณ์ดริป นั่นเอง

พอจะเห็นความแตกต่างกันแล้วเนอะ
คือ เครื่องชงกาแฟ Espresso เนี่ย จะมีแรงดันประมาณ 9 บาร์
แล้วเป็นการอัดแรงของน้ำร้อน ผ่านกาแฟที่มีการบดในลักษณะที่ละเอียด (Fine Grind) ถ้าให้เทียบก็จะประมาณเกลือป่น จึงทำให้การชงแบบนี้ มีพื้นที่สัมผัสของกาแฟที่มากและเร็วกว่า

ซึ่งตรงกันข้ามกับ กาแฟดริป Drip Coffee ที่จะเป็นการไหลผ่านแบบธรรมชาติ ผ่านกาแฟที่มีการบดในลักษณะที่หยาบกว่า (Medium Grind)
ถ้าให้เทียบก็จะประมาณเม็ดทรายตามชายหาด จึงทำให้การชงแบบนี้ มีพื้นที่สัมผัสของกาแฟที่น้อยกว่า จึงทำให้การไหลของน้ำกาแฟ จะช้ากว่า

นี่เรายังไม่ได้พูดถึงความแตกต่างของ Americano กับ Drip Coffee ที่มี Filter หรือที่กรองกาแฟ ในรูปแบบที่ต่างกันออกไปอีกนะ

โห… เหมือนเราจะมาไกลจากหัวข้ออยู่พอสมควรเลยนะเนี่ย
พวกเรากลัวว่า เพื่อน ๆ อ่านไปจนเพลินแล้วจนเผลอหลับจัง

เอาเป็นมาว่าในส่วนท้ายของบทความ ในเรื่องของเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจ
เพื่อน ๆ ทราบไหมว่า หากเราเดินไปสั่งกาแฟที่ประเทศอิตาลี แล้วบอกว่า
“Can i have a Coffee ?”

บาริสต้าชาวอิตาลี ก็อาจจะชงเป็นกาแฟ Espresso Shot มาให้เรา
นั่นก็เพราะ คนอิตาลีเขาไม่นิยมเรียกชื่อ Espresso กัน
แต่เขาจะรู้จักกันในชื่อของกาแฟปกติเลย (เช่น Coffee หรือ Caffè ไปเลย)

และถ้าหากเราต้องการดื่มกาแฟดำ มีน้ำร้อนเยอะหน่อย รสชาติเจือจางไม่เข้มข้นมาก
เราก็จะต้องสั่งเป็นเมนู “Caffè Americano” ซึ่งเราก็จะได้กาแฟอเมริกาโน่แบบที่เราคุ้นเคย นั่นเอง

งั้นพวกเราจึงจะขออนุญาตจบ บทความสาระความรู้สบายสมองในวันหยุด ไว้ที่ตรงนี้
ขอให้เพื่อน ๆ มีความสุขกับการดื่มดำกาแฟและชาแก้วโปรด ในทุก ๆ วัน 🙂




แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
http://www.smebiznews.com/
https://americanolounge.com/the-history-of-the-americano
https://coffeeordie.com/americano-coffee-history/
https://crazycoffeecrave.com/what-is-an-americano/
https://beanshere.com/posts/americano-vs-drip/

ช่วงเวลากิน☕
23/05/2021

ช่วงเวลากิน☕

ดื่มกาแฟตอนไหนดี?
เคล็ด (ไม่) ลับจากอดีตพนักงาน Google

ตื่น... ดื่มกาแฟ... ไปทำงาน... ง่วงอีกละ ดื่มกาแฟอีกสักแก้วดีกว่า... ถ้าใครใช้ชีวิตแบบนี้ น่าจะเหมือนกับคนทำงานอีกกว่าครึ่งประเทศ

กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่ให้ความสดชื่นและเพิ่มพลังให้เรามีแรงทำงานในทุกๆวัน แต่เพื่อนๆรู้กันหรือปล่าวว่ากาแฟ ควรดื่มตอนไหนให้ได้ผลดีที่สุด

เจค แนปป์ (Jake Knapp) และจอห์น เซรัตสกี (John Zeratsky) อดีตพนักงาน Google ได้ทำวิจัยวิธีการดื่มกาแฟ ให้เกิดประโยชน์ และป้องกันไม่ให้กาแฟส่งผลลบกับประสิทธิภาพในการทำงานของคุณ


โดยเคล็ด (ไม่) ลับมีดังนี้

[ตื่นนอน - 9.30] --> อย่าเพิ่งดื่ม
เวลานี้ "อย่าเพิ่งดื่มกาแฟ" เพราะร่างกายของเรากำลังผลิตฮอร์โมน Cortisol ที่ช่วยให้เรารู้สึกสดชื่น การดื่มกาแฟตอนนี้ คาแฟอีนจะไม่สามารถส่งผลได้มีประสิทธิภาพ

[9.30] --> แก้วแรก
เริ่มดื่มกาแฟแก้วแรกได้เลย คาแฟอีนจะเริ่มออกฤทธิ์ หลังจากดื่มกาแฟไปแล้วประมาณ 15 - 30 นาที จึงทำให้เราพร้อมทำงานได้อย่างดี

[12.30 - 14.00] --> แก้วสอง
ช่วงเวลาหลังทานข้าว มักจะเป็นช่วงที่เราง่วงที่สุด หากต้องการ เราควรดื่มกาแฟแก้วที่สอง ก่อนที่เราจะง่วงนอน

หรือถ้าทำได้หลังจากดื่มแก้วที่สอง เราแอบไป power nap 15 นาที หลังจากดื่มกาแฟ เพื่อให้เราตื่นเต็มตัวได้เช่นกัน ตื่นปุ๊บ กาแฟออกฤทธิ์ปั๊บ พร้อมทำงานได้เต็มที่

[16.00] --> พอแล้ว! เดี๋ยวนอนไม่หลับ
หากดื่มกาแฟเย็นเกินไป อาจจะส่งผลต่อการนอนหลับได้ หากใครยังต้องการพลังงานจากคาเฟอีนหลังจากนี้ แนะนำชาอ่อนๆ เพื่อให้คาเฟอีนหมดฤทธิ์ทันเวลานอนพอดี


ดื่มกาแฟกันให้อร่อย แล้วไปสู้กับงานกันครับ
-----------------------------------------------------------------
Credit:
https://www.cnbc.com/2018/08/29/googlers-found-a-better-way-to-drink-coffee-for-productivity.html?fbclid=IwAR0IWVZzFYLlk7nUmnjaaT4feOAsXpqAV1DEiFLqcWbgsG_RCiaqevQJwJE
-----------------------------------------------------------------
#กาแฟ #กาแฟดริป

ลองทำวันแรก ตื่นเต้นมากๆๆๆๆๆ😍😍😍 #รูปทรงยังไม่ได้ แต่รสชาติโอเคน้าาาา #ครัวซองมินิโฮมเมดกบินทร์บุรี #ที่นี้เร็วๆนี้   #คร...
20/05/2021

ลองทำวันแรก ตื่นเต้นมากๆๆๆๆๆ😍😍😍

#รูปทรงยังไม่ได้ แต่รสชาติโอเคน้าาาา
#ครัวซองมินิโฮมเมดกบินทร์บุรี
#ที่นี้เร็วๆนี้


#ครัวซองค์มินิกบินทร์

สด!! จากเรือประมง  หมึกซาชิมิ เนื้อปลากระพงดำ เอ็นหอยเน้นๆ
20/05/2021

สด!! จากเรือประมง
หมึกซาชิมิ เนื้อปลากระพงดำ เอ็นหอยเน้นๆ

10/05/2021

ชอบกินครัวซองค์หน้าอะไรกันบ้างคะทุกคน แอดมินอยากรู้??????
🥐Plain(original)
🥐Almond
🥐Chocolate Cocoa
🥐Milk
🥐Caramel Macadamia
🥐Ham Cheese
🥐Spinach & Cheese
🥐Strawberry Cream

09/05/2021
เริ่มจากอีกคนชอบกิน🥐และอีกคนชอบดื่มกาแฟ☕ #จากการเดินทางกินมาแล้วเกิน50จังหวัดทั่วประเทศไทย #ครัวหลังบ้านก็คือห้องLabอย่า...
08/05/2021

เริ่มจากอีกคนชอบกิน🥐และอีกคนชอบดื่มกาแฟ☕
#จากการเดินทางกินมาแล้วเกิน50จังหวัดทั่วประเทศไทย
#ครัวหลังบ้านก็คือห้องLabอย่างดี🏘️
#ฝึกทำเกิน200ชิ้นแล้วน้าาาาา กาแฟก็เกิน200แก้วแล้ว มือเริ่มนิ่งละ🙌
#ฝากติดตามต่อด้วยนะคะ🥐🥐🥐
#ครัวซองมินิโฮมเมดกบินทร์บุรี
#ที่นี้เร็วๆนี้


#ครัวซองค์มินิกบินทร์

ที่อยู่

Ban Kabin Buri
25110

เบอร์โทรศัพท์

+66866339864

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ 79Labcoffผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์