AMIS พื้นที่จูนใจ

AMIS พื้นที่จูนใจ พื้นที่ที่ปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ ไม่ตัดสิน ไม่ตำหนิ ไม่เร่ง ไม่บังคับให้โอเค แค่มานั่งกับใจตัวเองสักครู่ก็พอ 🌿🤍🫶🏻

19/05/2026

"แผลใจในวัยเด็ก”

หลายคนในชีวิตมีแผลใจในวัยเด็ก

ที่แม้ว่ากาลเวลาผ่านไป
แผลใจนั้นก็ยังมีอิทธิพล
กำหนดเส้นทางชีวิตให้เดิน
โดย รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง

เช่น บางคนเคยถูกเพื่อนล้อเลียน เรื่อง ความอ้วน
โตขึ้นกลายเป็นคนกลัวอ้วนมาก
จนต้องคอยคุมอาหารกลัวอ้วน
จนกลายเป็นโรคคลั่งผอม ที่อดอาหารจนร่างกายทรุดโทรม
และ เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้

หรือ ถูกเพื่อนล้อเลียนเรืองหน้าตา
ทำให้โตขึ้นมากลายเป็นคนขาดความมั่นใจเรืองหน้าตา
คอยวิตกจริตกับหน้าตาของตนเองมาก
จนขาดความสุข

หรือ บางคนไม่ได้รับการยอมรับจากครอบครัว หรือ จากโรงเรียน
เช่น จากคำพูดหรือการกระทำของคุณพ่อคุณแม่ หรือ จากที่โรงเรียน
เมื่อโตขึ้น พยายามแสวงหาการยอมรับจากคนอื่นอยู่ตลอดเวลา
ต้องการเป็นที่ยอมรับอย่างมาก จนไม่สามารถหยุดตัวเองได้
เพื่อเติมเต็มความรู้สึกขาดการยอมรับในวัยเด็ก

หรือ บางคนรู้สึกขาดรักในวัยเด็ก
เมื่อโตขึ้นมา จะแสวงหาความรักจากคนรอบข้างตลอดเวลา
ต้องการเป็นที่รักอยู่ตลอด
จนทั้งตนเอง และ คนรอบข้างเหนื่อยใจ
ได้รับรักเท่าไหร่ ก็รู้สึกว่ายังขาดอยู่ดี
เป็นจากปมในวัยเด็กทำให้รู้สึกขาดรักอยู่ตลอด ได้เท่าไหร่ ก็เลยรู้สึกไม่เพียงพอ

หรือ บางคนมีบาดแผลในใจเห็นภาพครอบครัวในวัยเด็กที่พ่อแม่ทะเลาะกัน
ด้วยเรื่องการเลี้ยงลูก
สุดท้ายหย่าร้างกัน
แล้วฝังใจว่าตนคือ สาเหตุ
จากนั้นก็เฝ้าโทษตนเองมาตลอดว่าเป็นเพราะตน พ่อแม่จึงหย่าร้างกัน
เลยไม่เคยยอมให้ตนเองใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
เพราะ ต้องการลงโทษตนเอง จากความรู้สึกผิดนั้น

หรือ เด็กสาวบางคนมีความทรงจำที่ไม่ดีเกี่ยวกับผู้ชาย
เช่น ภาพพ่อทำร้ายแม่ หรือ ตนเองเคยถูกผู้ชายทำร้ายมา
ทำให้ใช้ชีวิตในตอนโตด้วยความเกลียดและกลัวผู้ชาย
จนทำให้ส่งผลต่อการเข้าสังคม การเรียน การทำงาน

หรือ บางคนมีความทรงจำที่ไม่ดีเกี่ยวกับเรื่องเพื่อนในวัยเด็ก
ประสบเหตุการณ์ว่าเพื่อนไม่ยอมรับ ไม่เล่นด้วย เพื่อนๆไม่อยากให้เข้ากลุ่ม
พอโตขึ้น มักจะไม่กล้าเข้าไปทำความรู้จักกับใคร
มักตราหน้าตนเองว่าเป็นคนที่ไม่มีใครอยากคบ
และ เศร้า เหงา และ อ่อนไหวง่าย กับท่าทีสีหน้าของเพื่อน เป็นต้น

#สาเหตุที่แผลใจในวัยเด็กส่งผลกระทบกับชีวิตได้อย่างไร?

เหล่านี้เกิดจากเรานำความทรงจำในอดีต (ซึ่งจริงๆ จบไปแล้ว)
มาหลอกหลอนตนเองในปัจจุบัน (ซึ่งเป็นเหตุการณ์ใหม่)

โดยเป็นกระบวนการดังนี้
ความทรงจำในอดีต: บาดแผลในวัยเด็ก + ความคิดปรุงแต่งต่อเติมเหตุการณ์ปัจจุบัน
--> นำมาสู่ความเชื่อเดิมๆว่าเราแย่ (ตามบาดแผลเดิมในวัยเด็ก)
--> นำมาสู่ความทุกข์กับเรื่องเดิมๆ และ มีวิถีชีวิตที่ไม่เหมาะสมแบบเดิมๆ

#เราควรดูแลจิตใจอย่างไร? :)

เราคงไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้
เรื่องราวที่เกิดขึ้น ได้เกิดไปแล้ว
และ แผลใจที่เกิดขึ้น ได้เกิดขึ้นไปแล้วเช่นกัน

แต่สิ่งสำคัญคือ
เราจะดูแลใจตัวเราอย่างไร ที่ไม่ให้แผลใจในวัยเด็ก
ยังส่งอิทธิพลกำหนดชีวิตเราไปจนผิดทาง
และ
ลดการซ้ำเติมแผลใจด้วยตัวเราเอง (จากการคิด)

1) หมั่นฝึกรู้เท่าทัน "ความทรงจำเก่า" ที่มักจะเกิดขึ้นในความคิด

2) หมั่นฝึกรู้เท่าทัน "ความคิดปรุงแต่งต่อเติม" จากเหตุการณ์ในปัจจุบัน

3) หมั่นระลึกถึงข้อดีของตนเองในทุกวัน และ ขอบคุณข้อดีนั้นๆ
ที่ทำให้เรามีสิ่งดีๆ ในวันนี้

สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยสำคัญ
ให้เราก้าวพ้นออกจากโลกเก่า (ที่ตามติดมาจากความคิด)
และ พาเราออกมาสู่โลกใหม่ (ที่มีอยู่จริงตอนนี้)

โลกจริงตอนนี้
อาจมีอะไรดีๆ รอเราอยู่

เพราะ โลกแต่ละขณะ ไม่เคยเหมือนเดิม
ทั้งตัวเรา และ สิ่งรอบตัว

ยิ่งถ้าเรามีสติ หมั่นรู้เท่ารู้ทันโลกความคิด
และ หมั่นที่จะเห็นคุณค่าดีๆที่เรามี

เราจะเห็นโลกใบนี้ เป็นโลกใบใหม่ ที่สว่างสดใสกว่าเดิม
เพราะ ไม่มีขยะความคิดจากอดีต และ ความคิดปรุงแต่ง
มารบกวนใจแบบเดิมมากนัก
พร้อมกับมีพลังด้านบวก จากการเห็นสิ่งดีๆในตัวเรา
ซึ่งมีอยู่จริง
แต่เรามักหลงลืมไปค่ะ
:)

บทความโดย ผศ.พญ. ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล

-------------------------------------------------------
#เข้าใจธรรมชาติจิตใจ
#เข้าใจธรรมชาติชีวิต
#ยิ่งโตยิ่งสุข

- สามารถรับฟังบทความนี้ได้ทางลิงค์นี้ค่ะ :)
https://www.youtube.com/watch?v=ccHzmtUl0AM

17/05/2026

การจัดการอารมณ์ หลายคนมักเข้าใจว่า "ต้องทำให้อารมณ์หายเร็ว" "ต้องคิดบวก" หรือ "ทำใจให้เข้มแข็งอยู่ตลอดเวลา" แต่ในความเป็นจริง อารมณ์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของจิตใจ เราสั่งให้มันไม่เกิด หรือหายทันทีไม่ได้

สิ่งที่สำคัญกว่าการพยายามทำให้อารมณ์หาย คือการไม่เข้าไปยึดกับอารมณ์นั้น

เมื่ออารมณ์เกิดขึ้น เช่น ความโกรธ ความเสียใจ ความน้อยใจ หากเราเผลอเข้าไปยึดว่า “เป็นเรา” อารมณ์จะพาเรื่องราวต่อทันที ใจจะเริ่มตั้งคำถามซ้ำ คิดซ้ำ คิดวน ความทุกข์จะยืดเยื้อออกไป

แต่ถ้าเปลี่ยนมุมมองเป็นการสังเกตว่า
“ตอนนี้มีความโกรธเกิดขึ้น”
“ตอนนี้มีความเศร้าเกิดขึ้น”
อารมณ์ยังอยู่ แต่เราจะไม่จมอยู่ในมันเหมือนเดิม เพราะมีระยะห่างระหว่างใจกับอารมณ์มากขึ้น

การจัดการอารมณ์จึงไม่ใช่การกดอารมณ์ หรือบังคับตัวเองให้ดีขึ้นทันที แต่คือการอยู่กับอารมณ์อย่างรู้ตัว เห็นมันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ

ในบางช่วง หากอารมณ์แรงจนรู้สึกเอาไม่อยู่ การถอยออกมาก่อน เช่น หยุดพูด หยุดโต้เถียง หรือเปลี่ยนกิจกรรม เป็นการดูแลตัวเองอย่างมีสติ ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นการรู้ขอบเขตของตัวเอง

การฝึกแบบนี้ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ รู้ทันบ้าง ไม่ทันบ้าง เป็นเรื่องปกติ ขอเพียงไม่ซ้ำเติมตัวเอง ใจจะค่อยๆ เรียนรู้ว่า อารมณ์ไม่จำเป็นต้องหายทันที เมื่อไม่ยึด ใจก็เบาขึ้น

รศ.ดร.นพ.ชัชวาลย์ ศิลปกิจ
Live Talk การตระหนักรู้ภายใน สู่หัวใจที่มั่นคง EP.4
โดย เสวนา We Oneness x เสวนาจิตตปัญญา
รับฟังย้อนหลังได้ทาง
https://www.facebook.com/reel/1130464695821917
#จิตตปัญญา #จิตตปัญญาศึกษา

“ทัศนคติ คือกระจกที่สะท้อนวิธีใช้ชีวิตของเราได้ชัดที่สุด”มีบางอย่างที่สังเกตมานานค่ะว่าเวลาเจอคนสักคนสิ่งที่จำได้นานที่ส...
15/05/2026

“ทัศนคติ คือกระจกที่สะท้อนวิธีใช้ชีวิตของเราได้ชัดที่สุด”
มีบางอย่างที่สังเกตมานานค่ะ
ว่าเวลาเจอคนสักคน
สิ่งที่จำได้นานที่สุดไม่ใช่หน้าตา
ไม่ใช่คำพูดที่เขาพูดในวันนั้น
แต่คือ พลังงานที่รู้สึกได้เวลาอยู่ด้วยค่ะ
อยู่กับบางคนแล้วสบายใจ
อยู่กับบางคนแล้วเหนื่อยโดยไม่รู้ว่าทำไม
และอยู่กับบางคนแล้วรู้สึกอยากเป็นคนที่ดีขึ้น
พลังงานนั้นมาจากอะไรคะ
มันมาจากทัศนคติค่ะ
ซึ่งไม่ใช่แค่ว่าเราคิดบวกหรือคิดลบ
แต่คือวิธีที่เรามองโลก มองคน และมองตัวเองในทุกวันค่ะ
ทัศนคติบอกอะไรเกี่ยวกับเราบ้าง
มันบอกวิธีคิดค่ะ
ว่าเราเป็นคนมองปัญหาแบบหาทางออก
หรือจมกับมันจนหาทางออกไม่เจอ
มันบอกวุฒิภาวะทางอารมณ์
ว่าเมื่อเจอสถานการณ์ที่ยาก
เราตอบสนองหรือแค่ react ไปตามอารมณ์
มันบอกความเชื่อในตัวเอง
คนที่มีทัศนคติที่ดีมักมีแรงผลักดัน
และกล้าพัฒนาตัวเองแม้จะล้มเหลวมาแล้วค่ะ
มันบอกคุณภาพความสัมพันธ์
วิธีพูด วิธีรับฟัง และการให้เกียรติคนอื่น
ล้วนสะท้อนมาจากวิธีที่เรามองโลกข้างในค่ะ
และที่น่าสนใจมากคือ
หลายองค์กรในปัจจุบัน
เลือก “ทัศนคติ” มากกว่าความเก่ง
เพราะทักษะสอนได้
แต่ mindset เปลี่ยนยากค่ะ
คนที่เก่งมากแต่มีทัศนคติที่ปิดกั้น
มักไปได้ไม่ไกลเท่าคนที่อาจไม่เก่งที่สุด
แต่พร้อมเรียนรู้และเติบโตอยู่เสมอค่ะ
แต่ที่อยากพูดถึงมากกว่านั้นคือ
ทัศนคติที่มีต่อ ตัวเอง
สิ่งที่เราคิดซ้ำๆ กับตัวเองทุกวัน
จะค่อยๆ สะท้อนออกมาผ่านคำพูด
การกระทำ และการตัดสินใจ
โดยที่เราอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำค่ะ
ถ้าเราบอกตัวเองซ้ำๆ ว่า
“ฉันไม่เก่งพอ ฉันทำไม่ได้ ฉันไม่มีคุณค่า”
สมองก็จะเริ่มมองหาหลักฐานที่ยืนยันสิ่งนั้น
และค่อยๆ กลายเป็นความจริงในชีวิตค่ะ
ทัศนคติจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความคิดบวก
มันคือรากฐานของวิธีที่เราใช้ชีวิต
ดูแลตัวเอง สัมพันธ์กับคนอื่น
และมองเห็นโอกาสหรืออุปสรรคในสถานการณ์เดียวกันค่ะ
และสิ่งที่อยากชวนลองทำนะคะ
ลองสังเกตตัวเองสักสัปดาห์
ว่าประโยคที่พูดกับตัวเองบ่อยที่สุดคืออะไร
“ฉันทำได้ ฉันพยายามอยู่ ฉันเรียนรู้จากมันได้”
หรือ
“ฉันทำไม่ได้ แบบนี้เพราะฉันนั่นแหละ ไม่มีทางดีขึ้นหรอก”
เพราะประโยคที่เราพูดซ้ำๆ กับตัวเอง
คือทัศนคติที่กำลังสร้างชีวิตให้เราอยู่ทุกวันค่ะ
คำถามชวนคิดสำหรับวันนี้
ถ้าทัศนคติของคุณตอนนี้
เป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนออกมา
มันจะบอกอะไรเกี่ยวกับคุณคะ?

ื้นที่จูนใจ #ดูแลใจ #สุขภาพใจ
#ทัศนคติ #พัฒนาตัวเอง
#รู้จักตัวเอง #จิตวิทยา
#เรื่องของใจ

“ทฤษฎีวงกลมของชีวิต : อะไรควรเก็บไว้ในใจ อะไรควรปล่อยไป”มีสิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นในตัวเองและคนรอบข้างมานานค่ะว่าหลายครั้ง...
14/05/2026

“ทฤษฎีวงกลมของชีวิต : อะไรควรเก็บไว้ในใจ อะไรควรปล่อยไป”
มีสิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นในตัวเองและคนรอบข้างมานานค่ะ
ว่าหลายครั้งที่เราเหนื่อย
ไม่ใช่เพราะชีวิตมีปัญหามากเกินไป
แต่เพราะเราพยายามแบกสิ่งที่ไม่ใช่ของเราไว้ด้วยค่ะ
ชีวิตของเราเหมือนมีวงกลมอยู่สองวงเสมอ
วงแรกคือสิ่งที่อยู่ในมือเรา
การกระทำของตัวเอง ทัศนคติของตัวเอง
ความรู้สึกที่เลือกได้ และพลังงานที่จะใช้กับอะไร
วงที่สองคือสิ่งที่ต่อให้พยายามแค่ไหน
เราก็ควบคุมมันไม่ได้
ความคิดของคนอื่น การตัดสินของคนอื่น
อดีตที่ผ่านไปแล้ว และอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
ปัญหาคือหลายคนใช้พลังงานส่วนใหญ่ในชีวิต
วิ่งไล่ควบคุมวงกลมที่ไม่ใช่ของตัวเองค่ะ
พยายามเปลี่ยนความคิดคนอื่น
พยายามทำให้ทุกคนเข้าใจ
พยายามรั้งอดีตที่ผ่านไปแล้ว
พยายามบังคับอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น
จนลืมไปว่าสิ่งที่ควรดูแลที่สุด
คือตัวเราเองค่ะ
โตขึ้นจึงค่อยๆ เรียนรู้ว่า
คำพูดบางคำ
ไม่จำเป็นต้องเก็บมาคิดทั้งคืน
คนบางคน
ไม่จำเป็นต้องพยายามรักษาไว้ตลอดชีวิต
เรื่องบางเรื่อง
ไม่จำเป็นต้องหาคำตอบให้ได้ทุกอย่าง
เพราะไม่ใช่ทุกสิ่งจะถูกสร้างมาให้เราแบกค่ะ
บางอย่างมีไว้เพื่อปล่อย
สิ่งที่ควรปล่อยไป
ปล่อยความคาดหวังที่คนอื่นไม่เคยสัญญาว่าจะให้
ปล่อยการพยายามควบคุมสิ่งที่ไม่ใช่ของเรา
ปล่อยความสัมพันธ์ที่ทำร้ายใจซ้ำๆ
และปล่อยความพยายามที่จะทำให้ทุกคนรักเรา
สิ่งที่ควรเก็บไว้
เก็บพลังงานของตัวเอง
เก็บความสงบของตัวเอง
เก็บคนที่รักเราแบบจริงใจ
และเก็บหัวใจของตัวเอง
ไม่ให้แตกสลายไปกับทุกเรื่องบนโลกค่ะ
และความจริงข้อหนึ่งที่อยากบอกค่ะ
ชีวิตที่มีความสุข
ไม่ใช่ชีวิตที่ไม่มีปัญหา
แต่คือชีวิตที่รู้ว่า
อะไรควรอยู่ในหัวใจ
และอะไรควรถูกปล่อยออกไป
เพราะหัวใจของเรา
ไม่ได้มีพื้นที่มากพอ
จะเก็บทุกเรื่องบนโลกใบนี้ไว้พร้อมกันค่ะ
คำถามชวนคิดสำหรับวันนี้
ตอนนี้มีอะไรในใจที่รู้สึกว่า
แบกมันไว้นานแล้ว
แต่จริงๆ มันอาจไม่ใช่ของเราตั้งแต่แรกคะ?

ื้นที่จูนใจ #ดูแลใจ #สุขภาพใจ
#ปล่อยวาง #วงกลมชีวิต #ดูแลตัวเอง
#ความสุข #จิตวิทยา #เบาใจ
#เรื่องของใจ

13/05/2026

โทรศัพท์มือถือแทบจะกลายเป็นอวัยวะที่ 33 ของมนุษย์ไปแล้ว เพราะเรามักใช้ทำงาน ติดตามข่าว ติดต่อครอบครัว หรือแม้แต่ใช้พักผ่อนระหว่างวัน แม้หลายคนจะรู้ว่าการอยู่กับหน้าจอนานเกินไปอาจส่งผลต่อทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ในชีวิตจริงกลับทำได้ยาก เพราะมันผูกอยู่กับกิจวัตรแทบทุกอย่างไปแล้ว
อย่างไรก็ตามงานวิจัยล่าสุดจากนักวิจัยของมหาวิทยาลัย Harvard ชี้ว่าการทำ Digital Detox อาจไม่จำเป็นต้องหักดิบหรือเลิกเล่นมือถือไปเลย แค่ลดการใช้งานลงนิดหน่อยก็เห็นผล ไม่ว่าจะเป็นการลดเวลาลงหนึ่งชั่วโมงหรือสองชั่วโมงต่อวันก็ส่งผลให้อารมณ์ดีขึ้น ความวิตกกังวลลดลงและนอนหลับได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน
ผลการศึกษาพบว่า การลดเวลาเล่นโซเชียลมีเดียจากเฉลี่ยประมาณ 1 ชั่วโมง 24 นาทีต่อวัน เหลือประมาณ 48 นาที สามารถส่งผลเชิงบวกต่อสุขภาพจิตได้เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านอารมณ์ ระดับความเครียด และคุณภาพการนอนหลับ ทั้งนี้สิ่งที่นักวิจัยเน้นย้ำคือไม่จำเป็นต้องหักดิบ เพียงแค่ปรับนิสัยเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถส่งผลดีต่อสุขภาพจิตได้เช่นกัน

“คนที่หมดไฟเร็วที่สุด มักไม่ใช่คนที่เกลียดงาน แต่คือคนที่รักงานมากที่สุด”มีความเชื่อที่หลายคนมีว่าBurnout เกิดจากการทำงา...
12/05/2026

“คนที่หมดไฟเร็วที่สุด มักไม่ใช่คนที่เกลียดงาน แต่คือคนที่รักงานมากที่สุด”
มีความเชื่อที่หลายคนมีว่า
Burnout เกิดจากการทำงานหนักเกินไป
หรือเกิดกับคนที่ไม่ชอบงานที่ตัวเองทำ
แต่ความจริงที่เห็นซ้ำๆ คือ
คนที่หมดไฟเร็วที่สุดจำนวนไม่น้อย
กลับเป็นคนที่รักงานมากที่สุดค่ะ
เพราะ Passion ที่ไม่มีขอบเขต คืออันตรายที่เงียบที่สุด
คนที่มี Passion สูงมักทำสิ่งหนึ่งเหมือนกันโดยไม่รู้ตัว
คือผลักตัวเองผ่านความเหนื่อยซ้ำๆ
เพราะความรักในงานทำให้ความล้า
ไม่ถูกตีความว่าเป็นสัญญาณอันตราย
แต่ถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติของคนที่จริงจังค่ะ
ปัญหาคือร่างกายและจิตใจ
ไม่ได้แยกแยะว่าเราเหนื่อยจากงานที่รักหรือไม่รัก
ระบบประสาทยังคงต้องการการฟื้นฟูเหมือนเดิมค่ะ
Burnout จึงไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่เราไม่ไหว
แต่มักเกิดขึ้นหลังจากวันที่เราคิดว่ายังไหวอยู่
ความเหนื่อยสะสมอย่างเงียบๆ
ผ่านวันที่รู้สึกอินกับงาน
วันที่รู้สึกมีพลัง
วันที่คิดว่าตัวเองโอเค
จนสุดท้ายกลายเป็นความเหน็ดเหนื่อยทางอารมณ์
ที่ลึกกว่าการพักสั้นๆ จะเยียวยาได้ทันทีค่ะ
และมีอีกเรื่องที่อยากพูดถึงนะคะ
เมื่อ Passion กลายเป็นตัวตน
เส้นแบ่งระหว่าง “สิ่งที่เราทำ” กับ “สิ่งที่เราเป็น” จะเริ่มเลือนลง
เมื่อถึงจุดนั้น
การปฏิเสธงานจะให้ความรู้สึกเหมือนปฏิเสธคุณค่าของตัวเอง
การพักจะทำให้รู้สึกผิด
และการชะลอความเร็วจะถูกตีความว่าไม่ทุ่มเท
หลายคนยังทำงานต่อแม้ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือน
เพราะในระดับจิตวิทยา
พวกเขาไม่ได้กำลังปกป้องงาน
แต่กำลังปกป้องตัวตนของตัวเองค่ะ
สัญญาณ Burnout ที่หลายคนมองข้าม
มันไม่ได้มาพร้อมการพังทลายครั้งใหญ่เสมอไปนะคะ
มันมักเริ่มจากการ “ไม่รู้สึกอะไร” มากกว่า
ยังทำงานได้ ยังส่งงานตรงเวลา ยังดู productive
แต่ข้างในเริ่มหมดแรงที่จะรู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่ทำ
นั่นแหละคือ Burnout ที่ลึกและน่ากลัวที่สุดค่ะ
ทางออกไม่ใช่การลด Passion
แต่คือการสร้างระบบให้ Passion นั้นยั่งยืน
การพักไม่ใช่รางวัลหลังทำงานเสร็จนะคะ
มันคือส่วนหนึ่งของ performance
ไม่ใช่สิ่งตรงข้ามกับมัน
และบางที
สิ่งที่คนมี Passion ต้องเรียนรู้มากที่สุด
ไม่ใช่การพยายามให้มากขึ้น
แต่คือการยอมรับว่าความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความเข้มข้นค่ะ
เพราะการทุ่มสุดตัวอาจพาเราไปได้เร็ว
แต่มีเพียงจังหวะที่ยั่งยืนเท่านั้น
ที่พาเราไปได้ไกลค่ะ
คำถามชวนคิดสำหรับวันนี้
ตอนนี้คุณรู้สึกว่างานที่ทำ
คือ “สิ่งที่คุณทำ” หรือ “สิ่งที่คุณเป็น” คะ?
และมีส่วนไหนที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังทนอยู่
ทั้งที่จริงๆ แล้วเริ่มเหนื่อยแล้วบ้างไหม?

ื้นที่จูนใจ #ดูแลใจ #สุขภาพใจ
#หมดไฟ #คนทำงาน
#จิตวิทยา
#เรื่องของใจ

“ทำไมทุกครั้งที่เจ็บปวด เราถึงอยากหายไปคนเดียวเสมอ”มีคนเคยบอกว่า“ทุกครั้งที่ทะเลาะกับแฟนฉันอยากล็อคประตูห้องแล้วหายไปเลย...
12/05/2026

“ทำไมทุกครั้งที่เจ็บปวด เราถึงอยากหายไปคนเดียวเสมอ”
มีคนเคยบอกว่า
“ทุกครั้งที่ทะเลาะกับแฟน
ฉันอยากล็อคประตูห้องแล้วหายไปเลย
ไม่พูด ไม่ตอบ ไม่มองหน้า”
และอีกคนบอกว่า
“ฉันไม่ชอบกลับบ้านเลย
อยู่คนเดียวสบายใจกว่ามาก”
ถ้าคุณรู้สึกแบบนี้บ้าง
อยากบอกก่อนเลยว่าคุณไม่ได้แปลกค่ะ
มันคือสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า Emotional Cut-off
หรือการตัดขาดทางอารมณ์ค่ะ
มันคือกลไกเอาตัวรอดที่สมองเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก
ว่าเมื่อความสัมพันธ์เจ็บปวดเกินจะรับไหว
การเงียบและถอยออกมาคือวิธีที่ปลอดภัยที่สุด
และนั่นไม่ใช่เรื่องผิดเลยค่ะ
เพราะในตอนนั้นมันอาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ทำได้จริงๆ
แต่ปัญหาคือมันไม่ได้หยุดอยู่แค่ในครอบครัว
สมองที่เรียนรู้ว่าการเงียบคือความปลอดภัย
จะพาพฤติกรรมนั้นไปใช้กับทุกความสัมพันธ์ในชีวิต
โดยไม่รู้ตัวค่ะ
ทะเลาะกับแฟนแล้วเงียบหายไปเป็นวัน
ไม่ใช่เพราะเกลียดชังนะคะ
แต่เพราะสมองกำลังทำสิ่งที่มันถูกสอนมาว่าปลอดภัย
แต่คนที่อยู่ตรงหน้า
กลับรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง
และความสัมพันธ์ก็พังซ้ำๆ ด้วยเหตุผลเดิมทุกครั้งค่ะ
Bowen นักจิตวิทยาด้าน Family Systems อธิบายว่า
การตัดขาดทางอารมณ์
ไม่ใช่การเติบโตเป็นอิสระจากครอบครัวอย่างแท้จริง
มันคือภาพลวงตาของอิสรภาพค่ะ
เพราะเมื่อเราหนีปัญหา
โดยที่บาดแผลข้างในยังไม่ถูกทำความเข้าใจ
รูปแบบเดิมนั้นจะถูกแพ็คใส่กระเป๋า
แล้วพกไปใช้กับทุกคนในชีวิตโดยไม่รู้ตัวค่ะ
แล้วเราควรทำยังไง
ไม่ได้แปลว่าต้องทนอยู่กับความสัมพันธ์ที่เป็นพิษนะคะ
การถอยออกมารักษาระยะห่างเพื่อความปลอดภัยนั้นสมควรทำค่ะ
แต่มีความต่างระหว่าง
การตัดขาด กับ การสร้างขอบเขต
การตัดขาดคือการสร้างกำแพงปิดตาย
การสร้างขอบเขตคือการบอกว่า
“ฉันหวังดีกับเธอนะ
แต่ฉันจะไม่อนุญาตให้เธอทำร้ายฉันจนเกินไป”
และสิ่งที่อยากชวนลองทำนะคะ
ครั้งต่อไปที่อยากหายไปคนเดียว
ลองถามตัวเองเบาๆ ก่อนว่า
“ตอนนี้ฉันกำลังสร้างขอบเขต
หรือกำลังหนีจากบางอย่างที่ยังไม่ได้เผชิญ?”
ไม่มีคำตอบผิดหรือถูกนะคะ
แค่การถามก็คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงแล้วค่ะ
คำถามชวนคิดสำหรับวันนี้
เวลาเจ็บปวดหรือรู้สึกไม่ปลอดภัยในความสัมพันธ์
คุณมักทำอะไรเป็นอันดับแรกคะ?

ื้นที่จูนใจ #ดูแลใจ #สุขภาพใจ #เข้าใจตัวเอง #ความสัมพันธ์ #ครอบครัว
#จิตวิทยา
#เรื่องของใจ

“เสียงในหัวที่คุณได้ยินอยู่ทุกวัน มันมาจากไหนกันแน่?”มีช่วงเวลาที่หลายคนได้ยินอะไรบางอย่างในหัวไม่ใช่เสียงดังๆแต่เป็นเหม...
11/05/2026

“เสียงในหัวที่คุณได้ยินอยู่ทุกวัน มันมาจากไหนกันแน่?”
มีช่วงเวลาที่หลายคนได้ยินอะไรบางอย่างในหัว
ไม่ใช่เสียงดังๆ
แต่เป็นเหมือนมีคนกำลังพูดอยู่ข้างใน
บางทีมันพูดให้กำลังใจ
บางทีมันวิจารณ์ทุกอย่างที่ทำ
และบางทีมันฟังดูเหมือนเสียงของคนอื่น
ไม่ใช่เสียงของเราเองเลยค่ะ
เสียงนั้นไม่ใช่จินตนาการนะคะ
นักวิจัยที่ศึกษาเรื่องเสียงภายในอธิบายว่า
เมื่อเราพูดกับตัวเองเงียบๆ
สมองบริเวณเดียวกับที่ใช้ในการพูดจริงๆ จะทำงาน
และกล้ามเนื้อกล่องเสียงจะเคลื่อนไหวเล็กน้อยด้วย
พูดง่ายๆ คือ
เสียงในหัวเราคล้ายกับการพูดออกมาจริงๆ
เพียงแต่ไม่มีเสียงให้ใครได้ยินค่ะ
โครงการวิจัย Hearing the Voice
มหาวิทยาลัยเดอร์แฮมได้ศึกษาเรื่องนี้มาอย่างยาวนานค่ะ
และพบว่าเสียงภายในของแต่ละคนนั้น
มีความซับซ้อนและแตกต่างกันมาก
ในการทดลองหนึ่ง
ผู้ที่ประสบกับเสียงที่รู้สึกเหมือนมาจากภายนอก
แสดงให้เห็นว่าสมองส่วนที่ควรรับรู้ว่า
“นี่คือเสียงที่ฉันสร้างเอง”
ทำงานน้อยลงค่ะ
นั่นแหละที่ทำให้บางเสียง
รู้สึกเหมือนมีคนอื่นพูดอยู่ข้างใน
ทั้งที่จริงๆ แล้วมันมาจากข้างในตัวเราเองค่ะ
แล้วเสียงนั้นถูกหล่อหลอมมาจากอะไร
ทั้งชีววิทยาและประสบการณ์ชีวิตค่ะ
เสียงที่วิจารณ์เราตลอดเวลา
อาจมาจากคนที่เคยพูดกับเราแบบนั้นในวัยเด็ก
จนสมองซึมซับมาเป็นส่วนหนึ่งของตัวเอง
เสียงที่ให้กำลังใจ
อาจมาจากคนที่เคยอยู่เคียงข้างเราในช่วงที่ยากที่สุด
จนกลายเป็นเสียงที่เราหยิบยืมมาดูแลตัวเองค่ะ
สิ่งที่อยากชวนสังเกตนะคะ
เสียงในหัวที่ดังที่สุดในชีวิตคุณตอนนี้
มันพูดอะไรกับคุณบ้าง
และถ้าลองฟังดูดีๆ
มันฟังดูเหมือนเสียงของใครคะ
เพราะบางทีเสียงที่เราคิดว่าเป็นเสียงของตัวเอง
อาจเป็นเสียงที่รับมาจากคนอื่น
โดยไม่รู้ตัวมาตลอดชีวิตค่ะ
และการรู้เรื่องนี้
คือจุดเริ่มต้นของการเลือกว่า
จะฟังเสียงไหนต่อไปค่ะ
คำถามชวนคิดสำหรับวันนี้
เสียงในหัวที่คุณได้ยินบ่อยที่สุด
มันพูดกับคุณว่าอะไรคะ?
และมันฟังดูเหมือนเสียงของใคร?

ื้นที่จูนใจ #ดูแลใจ #สุขภาพใจ
#เสียงในหัว
#จิตวิทยา #สมอง
#รู้จักตัวเอง #เรื่องของใจ

10/05/2026

TMS กับ ECTต่างกันย่างไร

เทคโนโลยีการกระตุ้นสมองเพื่อรักษาโรคทางจิตเวชในปัจจุบันมี 2 วิธีหลักที่นิยมใช้ คือ TMS และ ECT ครับ แม้เป้าหมายจะเพื่อปรับสมดุลสมองเหมือนกัน แต่มีรายละเอียดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของวิธีการออกฤทธิ์และความถี่ในการรักษา ผมสรุปประเด็นสำคัญเพื่อประกอบการตัดสินใจดังนี้ครับ

📌 การออกฤทธิ์และกลไกการทำงาน
TMS (Transcranial Magnetic Stimulation) เน้นการรักษาแบบเฉพาะจุด (Targeted Approach) โดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากระตุ้นสมองส่วนหน้าด้านข้าง (DLPFC) ซึ่งมักทำงานน้อยในคนไข้ซึมเศร้า เพื่อปรับการทำงานของวงจรประสาทส่วนนั้นให้กลับมาทำงานปกติ
ECT (Electroconvulsive Therapy) เป็นการรักษาที่มีผลต่อสมองในวงกว้าง (Generalized Effect) โดยใช้กระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำให้เกิดการชัก (Seizure) กระบวนการนี้เปรียบเหมือนการ "Reset" ระบบสมองทั้งหมด ส่งผลต่อสารสื่อประสาททุกตัว ทั้ง Dopamine, Serotonin และ Norepinephrine รวมถึงกระตุ้นการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ (Neurogenesis)

📌 ความถี่และระยะเวลาในการรักษา
• TMS: มักต้องทำอย่างต่อเนื่องประมาณ 5 วันต่อสัปดาห์ ติดต่อกันนาน 4-6 สัปดาห์
• ECT: ความถี่จะน้อยกว่า โดยทำประมาณ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ รวมทั้งหมดประมาณ 6-12 ครั้ง ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของคนไข้

📌 ผลต่อ Cognition และผลข้างเคียง
ด้าน Cognition:
• TMS: แทบไม่มีผลเสียต่อความจำหรือการคิดอ่าน ในทางกลับกัน เมื่ออาการเศร้าดีขึ้น คนไข้มักจะมีสมาธิและความจำดีขึ้นตามไปด้วย
• ECT: อาจส่งผลกระทบต่อความจำระยะสั้นได้ชั่วคราว (Confusion/Memory loss) ในช่วงที่ทำการรักษา แต่โดยส่วนใหญ่อาการจะค่อยๆ กลับมาเป็นปกติหลังสิ้นสุดการรักษา

ผลข้างเคียงอื่นๆ:
• TMS: ผลข้างเคียงน้อยมาก อาจมีอาการปวดศีรษะเล็กน้อย หรือรู้สึกตึงๆ บริเวณที่โดนกระตุ้นขณะทำ ไม่ต้องดมยาสลบ คนไข้รู้สึกตัวตลอดเวลา
• ECT: เนื่องจากต้องดมยาสลบและใช้ยาคลายกล้ามเนื้อ จึงมีผลข้างเคียงจากการวางยา เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือปวดหัวหลังตื่นจากการสลบ

📌 ข้อบ่งชี้ในการเลือกใช้
• TMS: เหมาะสำหรับโรคซึมเศร้า (MDD), โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD), การช่วยเลิกบุหรี่ และป้องกันไมเกรน เหมาะกับคนไข้ที่อาการไม่รุนแรงถึงขั้นวิกฤตและต้องการใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
• ECT: มักใช้ในกรณีวิกฤต เช่น มีอาการซึมเศร้ารุนแรงจนไม่กินน้ำกินข้าว มีความคิดฆ่าตัวตายสูงมาก ดื้อต่อการรักษาด้วยยา หรือมีภาวะคลุ้มคลั่ง (Severe Mania) และอาการทางจิตที่รุนแรง

การตัดสินใจเลือกวิธีใดนั้น แพทย์จะประเมินจากความรุนแรงของโรค โรคประจำตัว และความพร้อมของตัวผู้ป่วยเป็นหลัก เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุดครับ

08/05/2024
11/12/2023

ที่อยู่

Bangna
Rayong
10400

เบอร์โทรศัพท์

+66959324955

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ AMIS พื้นที่จูนใจผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์