Joy&Delight joy&delight คือชอบความรู้สึกนี้และอยากแบ่?

02/04/2026

เมนูนี้…เราไม่ได้ทำขายทุกวันนะคะ

ข้าวแช่บ้านนานาใต้
เป็นเมนูที่บ้านทำทานกันในช่วงหน้าร้อน
และปีนี้อยากลองแบ่งปันให้คนอื่นได้ลองบ้าง

มันอาจไม่ใช่อาหารที่หวือหวา
แต่เป็นรสชาติที่ “เย็น ใจ และตั้งใจ”

ผลิตเพียงสัปดาห์ละ 50 ชุด
(ส่งทุกวันเสาร์)
จนกว่าจะหมดฤดูนี้ค่ะ

🍚 350 บาท / ชุด

สั่งได้ทาง inbox หรือ LineOA: .and.delight
(พิมพ์ “ข้าวแช่ + จำนวน” ได้เลยค่ะ)

25/03/2026

บางอย่าง…ต้องใช้เวลา

ค่อย ๆ ทำ
ค่อย ๆ ปรับ
เพื่อให้ทุกคำ “พอดี”

Joy & Delight
กำลังเตรียมอยู่ค่ะ 🌿

🌿 Seasonal Story | Joy & Delightบางอย่าง…เริ่มจากของเล็ก ๆ ในครัวหอมแดงที่ต้องค่อย ๆ เลือกค่อย ๆ ปอกและเตรียมอย่างตั้งใจ...
21/03/2026

🌿 Seasonal Story | Joy & Delight

บางอย่าง…เริ่มจากของเล็ก ๆ ในครัว

หอมแดง
ที่ต้องค่อย ๆ เลือก
ค่อย ๆ ปอก
และเตรียมอย่างตั้งใจ

เพื่อให้ได้ “หอมแดงยัดไส้”
ที่กลายเป็นหนึ่งในหัวใจของข้าวแช่



ข้าวแช่ของบ้านเรา
ไม่เคยเป็นแค่เมนูคลายร้อน

แต่มันคือความตั้งใจ
ที่ถูกส่งต่อผ่านวัตถุดิบทีละอย่าง

ตั้งแต่ขั้นตอนเล็กที่สุด



Joy & Delight
กำลังค่อย ๆ เตรียมอยู่ค่ะ 🌿

31/10/2025

“While AI creates in seconds,
we still choose to create with time.”

AI อาจสร้างภาพในวินาที แต่ขนมปังของเราสร้างความสุขที่ต้องรอ

Chinese New Year Theme | Joy&Delight | Artisan Sourdough
20/01/2023

Chinese New Year Theme | Joy&Delight | Artisan Sourdough

สวัสดีเดือนเมษายนนะคะ 🌸☀️🌈🎉🌸Joy&Delight ยังเปิดให้บริการอยู่ปกตินะคะ สั่งล่วงหน้าได้เลย ยินดีให้บริการค่ะ 😊🌸🎯 วันนี้เราจ...
01/04/2022

สวัสดีเดือนเมษายนนะคะ 🌸☀️🌈🎉🌸

Joy&Delight ยังเปิดให้บริการอยู่ปกตินะคะ สั่งล่วงหน้าได้เลย ยินดีให้บริการค่ะ 😊🌸

🎯 วันนี้เราจะนำเสนอขนมปังน้องใหม่ของร้านเราค่ะ เขาคือ flax & chia seed sourdough สาย healthy ผู้ชื่นชอบคุณประโยชน์ของ flax & chia seed จัดไปค่ะ ผู้ที่อยากสัมผัส texture ใหม่ๆ กรุบกรับๆ fiber เต็มๆก็จัดไปค่ะ

🎯 ประมวลภาพผลงานช่วงนี้ค่ะ ยอมรับเลยค่ะว่ากลับมา back to basic ค่ะ (ที่ไม่ค่อยเบเท่าไหร่ 555 baker ด้วยกันน่าจะเข้าใจกันดีนะคะ)

นั่นก็คือการกรีดลายอย่างเรียบง่าย ฉึบเดียว แต่ทำให้เกิด oven spring ที่สวยงาม ดีด พอง ปริขยายสวยงามค่ะ และเมื่อสไลด์เขาออกมาเป็นแผ่นๆ (ตามขวาง) จะเห็นชิ้นขนมปังเป็นรูปกระต่ายค่ะ นั้นคือที่สุดของ baker แต่อาจไม่มีความหมายใดๆต่อนักชิมนัก 🤣 แต่คุณภาพ รสชาติ ความสด ใหม่นั่นคือที่สุด ที่เรายึดมั่นค่ะ 😊✌️🌸🙏

เชิญชมผลงานได้เลยค่ะ

Joy&Delight

Classic sourdough Whole wheat sourdough Black olives sourdough คือเมนูมาตรฐาน ขายดีตลอดกาลของเราค่ะ และไว้ใจได้เรื่องควา...
13/02/2022

Classic sourdough
Whole wheat sourdough
Black olives sourdough

คือเมนูมาตรฐาน ขายดีตลอดกาลของเราค่ะ และไว้ใจได้เรื่องความงดงาม

Joy&Delight





Happy lunar new year to all of you!
28/01/2022

Happy lunar new year to all of you!

เมนูขายดีอันดับ 1 ของเราตอนนี้ค่ะคือตระกูล cranberry ค่ะ🎯 cranberry cream cheese sourdough 🎯 cranberry walnuts sourdough...
20/01/2022

เมนูขายดีอันดับ 1 ของเราตอนนี้ค่ะ
คือตระกูล cranberry ค่ะ

🎯 cranberry cream cheese sourdough
🎯 cranberry walnuts sourdough
🎯 cranberry sourdough

Cranberry เน้นๆ ตาม style Joy&Delight ค่ะ

อาจจะทำให้กลมเนียนยากนิดเพราะ ทั้ง cranberry และ walnuts พร้อมจะทะลุมาอวดความแน่น การทำลวดลาย (scoring) ก็ยากตาม ถ้าก้อนไหนมี cream cheese ด้วยแล้ว เธอจะพร้อมซึมมาลบลอยแป้งขาว ลายก็จะไม่ชัดค่ะ ^^”

แต่ลูกค้าก็สั่งซ้ำกันทั้งนั้นค่ะ ขายดิบขายดีค่ะ ใครไม่เคยลอง ลองได้นะคะ 🤣🤣🤣

เราก็ยังคงสนุกกับการทำ sourdough พิถีพิถันของเราต่อไป

สนุกกับการกรีดลายและรอลุ้นว่าเขาจะออกมาตามจินตนาการของเรารึไม่ค่ะ

Joy&Delight

ยังสนุกอยู่กับการ scoring ค่ะ ได้ดังใจก็ดีใจ ถ้าออกมาแปลกๆ ก็ อืม แปลกดีแฮะ ทำไมนะ ครั้งหน้าจะยังไงดีเรียนรู้กันไป รักทุ...
17/01/2022

ยังสนุกอยู่กับการ scoring ค่ะ

ได้ดังใจก็ดีใจ ถ้าออกมาแปลกๆ ก็ อืม แปลกดีแฮะ ทำไมนะ ครั้งหน้าจะยังไงดี

เรียนรู้กันไป
รักทุกก้อน

จริงๆ มันก็เปลือกมากๆ ยอมรับค่ะ

เพราะสิ่งที่จริงคือ ความอร่อยเฉพาะของขนมปัง sourdough เขาเอง ความสดใหม่ ปราศจากสารเสริม สารกันบูดใดๆ นั่นคือแก่นแท้ ที่เราภูมิใจมอบให้ทุกคนค่ะ

Joy&Delight

น่าอ่านค่ะ
11/01/2022

น่าอ่านค่ะ

“ซาวโดวจ์” มากกว่าอาหารแต่เป็นพื้นฐานของอารยธรรมนุษย์
เมื่อการใช้ชีวิตของเราช้าลงในตลอดสองปีที่ผ่านมาจากมาตรการป้องกันโรคระบาด การทำงานจากบ้านทำให้เราไม่จำเป็นต้องเร่งรีบในการเดินทางอีกต่อไปและยังมีเวลามากขึ้นสำหรับตัวเอง การทำขนมปังแบบดั้งเดิมอย่าง “ซาวโดวจ์” (Sourdough) ที่มีขั้นตอนการทำแบบโบราณ โดยต้องใช้เวลาหลายวัน อาศัยความทุ่มเท และการเอาใจใส่ “สตาร์ตเตอร์” หรือการเลี้ยงยีสต์ธรรมชาติให้แข็งแรงเพื่อนำไปผสมทำเป็นซาวโดวจ์ได้ จึงกลายเป็นเทรนด์อาหารยอดนิยมที่ผู้คนต่างแชร์สูตร และบันทึกการทำซาวโดวจ์ของตัวเองลงในโซเชียลมีเดีย หลายคนทำเป็นงานอดิเรกหรือแม้แต่เปลี่ยนมาอบขายเป็นอาชีพเสริม
#เมื่อเมนูขนมปังกว่าพันปีกลายเป็นงานอดิเรกที่หยุดไม่ได้
แม้ขนมปังซาวโดวจ์จะเป็นขนมปังที่เราหารับประทานได้ตั้งแต่ก่อนช่วงล็อกดาวน์ แต่ก็อยู่ในหมวดของขนมปังทางเลือกที่นิยมในหมู่ผู้บริโภคสายวีแกนหรือผู้ที่ต้องการขนมปังเพื่อสุขภาพ แต่เมื่อถึงช่วงที่ผู้คนอยู่บ้านกันมากขึ้น ซาวโดวจ์จึงกลายเป็นงานอดิเรกหนึ่งที่เบี่ยงเบนความเครียดไปจากเรื่องสังคมและโรคระบาดที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี
โดยหนึ่งในผู้บุกเบิกกระแสซาวโดวจ์ในโซเชียลมีเดียก็คือ เซมัส แบล็กลีย์ (Seamus Blackley) วิศวกรผู้ให้กำเนิดคอนโซล Xbox ที่ผันตัวจากผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ไปสู่การเป็นผู้หลงใหลในวัฒนธรรมอียิปต์โบราณ เขาเริ่มบอกเล่าความรู้เกี่ยวกับการทำขนมปัง ประวัติศาสตร์ และความสำคัญของขนมปังที่เป็นส่วนประกอบหลักของอารยธรรมมนุษย์ผ่านทวิตเตอร์ของตัวเอง
แป้ง น้ำ เกลือ และยีสต์ธรรมชาติที่มีอยู่รอบตัวเช่นในอากาศ น้ำ หรือมือ คือส่วนประกอบหลักของการทำสตาร์ตเตอร์ แต่ด้วยความเป็น “ซูเปอร์เนิร์ด” (เจ้าตัวเรียกตัวเองแบบนี้) ของแบล็กลีย์ เขาไม่เพียงใช้ยีสต์ที่อยู่ในบ้านเท่านั้น แต่ยังออกไป “รวบรวม” ยีสต์ที่อยู่ในป่า โดยการนำแป้งที่ผสมแล้วไปวางทิ้งไว้บนขอนไม้กลางป่า 5 ชั่วโมง แล้วนำยีสต์ป่าที่กินแป้งกลับไปเลี้ยงต่อที่บ้านอีกเกือบ ๆ สัปดาห์ จนนำมาอบเป็นขนมปังซาวโดวจ์แสนงดงามและน่าลิ้มลองเป็นที่สุด
การทดลองของแบล็กลีย์ยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ เขายังอยากรู้ว่าหากใช้ยีสต์จากสมัยอียิปต์โบราณมาทำขนมปังจะเป็นอย่างไร เขาจึงไม่รอช้า ติดต่อไปยังพิพิธภัณฑ์ Peabody Essex Museum และพิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์ในเมืองบอสตัน (Museum of Fine Arts) เพื่อนำภาชนะอายุ 4,500 ปีที่ถูกใช้ในการทำขนมปังและทำเบียร์มาเข้าห้องทดลองเพื่อปลุกยีสต์ที่ติดอยู่บนภาชนะ แล้วนำตัวอย่างกลับไปทดลองทำสตาร์ตเตอร์เพื่ออบขนมปังอีกครั้งในศตวรรษที่ 21 แบล็กลีย์อธิบายว่า ซาวโดวจ์ที่ทำจากยีสต์เก่าแก่นี้มีความหอมอบอวล แถมยังรสชาติหวาน นุ่ม เข้มข้น กว่าซาวโดวจ์ที่เคยทำมา
#สัตว์เลี้ยง_อาหาร_และผู้ช่วยให้ขนมปังขึ้นฟู
“ผมต้องทำเป็นว่ามีความสุขมากเมื่อได้รับขวดใส่แป้งเปียก ๆ เป็นของขวัญวันคริสต์มาส” ทอม ปาปา (Tom Papa) นักแสดงตลกมืออาชีพอธิบายถึงความรู้สึกเมื่อได้รับสตาร์ตเตอร์เป็นของขวัญจากลูกสาว เพราะไม่เข้าใจว่าสิ่งที่อยู่ในขวดนี้คือหัวใจหลักของซาวโดวจ์ “แต่แล้วก็กลายเป็นว่ามันเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะว่าผมเริ่มเรียนรู้การทำขนมปังซาวโดวจ์จากเจ้าสตาร์ตเตอร์ตัวนี้ และหยุดทำไม่ได้เลย” เขาเล่าถึงความหลงใหลในซาวโดวจ์ของตัวเอง ด้วยความเนิร์ดขนมปังสุดขั้วทำให้เขาเริ่มจัดรายการพอดแคสต์ของตัวเองที่ชื่อว่า Breaking Bread with Tom Papa โดยชวนเหล่าเพื่อน ๆ นักแสดงตลกมาพูดคุยเรื่องอาหาร เครื่องดื่ม และการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
โดยพื้นฐานแล้ว ซาวโดวจ์สตาร์ตเตอร์เป็นเพียงแหล่งรวมตัวของจุลินทรีย์ที่ถูกตัวเลี้ยงด้วยแป้งและน้ำ และถูกปล่อยทิ้งไว้เพื่อให้เกิดการหมักตามธรรมชาติด้วยจุลินทรีย์ในสภาพแวดล้อมนั้น จุลินทรีย์เหล่านี้เมื่อได้รับอาหารที่เพียงพอจะเริ่มสร้างอาณานิคม ด้านแบคทีเรียจะผลิตกรดแล็กทิก ส่วนยีสต์จะผลิตเอทานอลและคาร์บอนไดออกไซต์ หลังจากนั้นคาร์บอนไดออกไซต์จะเป็นตัวช่วยขยายโปรตีนกลูเตนที่อยู่ในแป้งให้เป็นโครงข่ายให้เราเห็นว่าสตาร์ตเตอร์เริ่มฟู และมีฟองอากาศผุดขึ้น ในขณะเดียวกันกรดในแอลกอฮอล์จากเอทานอลจะช่วยย่อยกลูเตนในแป้ง และทำให้ซาวโดวจ์มีรสเปรี้ยวตามธรรมชาติ
แต่การจะทำให้จุลินทรีย์มีชีวิตและช่วยให้แป้งเราฟูขึ้น เราจำเป็นต้องให้อาหารมันทุก ๆ วัน ด้วยแป้งและน้ำตามอัตราส่วนที่ต้องการและแตกต่างกันไปในแต่ละคน ทำให้ซาวโดวจ์สตาร์ตเตอร์มีลักษณะคล้าย “สัตว์เลี้ยงแสนรัก” ที่บรรดาทาสต้องคอยให้อาหารเลี้ยงดู ทั้งหมดก็เพื่อให้แป้งขึ้นฟู มีกลิ่นที่ดี และรสชาติที่อร่อย “มันเหมือนกับสัตว์เลี้ยง เราคงไม่ทิ้งปลาทองไว้ที่บ้านเป็นเดือน ๆ ใช่ไหม” ปาปาเล่าถึงตัวเองที่ต้องเดินทางไปแสดงยังเมืองต่าง ๆ และเป็นห่วงว่าใครจะคอยป้อนอาหารให้จุลินทรีย์เหล่านี้
หากย้อนกลับไปยังประวัติศาตร์ของมนุษย์ ซาวโดวจ์สตาร์ตเตอร์เป็นหัวใจสำคัญของการทำขนมปังมาโดยตลอด ถึงแม้ในอดีต คนจะไม่ได้รู้จักแนวคิดเรื่องจุลินทรีย์และไม่ได้เลี้ยงจุลินทรีย์อย่างจริงจังในขวดโหล แต่ก็มีการบันทึกไว้ว่า คนในสมัยก่อนมีวิธีการใช้ “หัวเชื้อ” สำหรับการอบขนมปัง งานเขียนเรื่อง Natural History ของ Pliny the Elder แม่ทัพ นักประพันธ์ และนักธรรมชาติวิทยาที่มีชีวิตอยู่ในจักรวรรดิโรมันตอนต้น ได้บันทึกเกี่ยวกับการทำขนมปังไว้ว่า ให้ใช้ธัญพืชบด (meal) ใส่เกลือ แล้วนำไปต้มจนเหนียวได้ที่ (porridge) จากนั้นทิ้งไว้ให้มีรสเปรี้ยว แล้วนำส่วนหนึ่งไปทำเป็นขนมปัง วิธีการนี้จึงคล้ายกับการทำแป้งโดวจ์ในปัจจุบัน พลินียังอธิบายไว้อีกว่า บางคนใช้แป้งโดวจ์หรือเศษขนมปังจากวันก่อนมาทำขนมปังในวันต่อมา
ในช่วงศตวรรษที่ 18 ในหนังสือ The Country Housewife's Family Companion ของ วิลเลียม อิลลิส (William Ellis) ได้เขียนสูตรการทำขนมปังในยุคศตวรรษที่ 18 ไว้ว่า ผสมโอ๊ตมีลด้วยน้ำและเกลือเพียงเล็กน้อย ทิ้งไว้ยี่สิบชั่วโมงเป็นอย่างต่ำแล้วนวดให้เป็นแป้งโดวจ์ก่อนนำไปอบเป็นขนมปัง
นอกจากนี้ ยังมีการเขียนบันทึกไว้ในหนังสือทำอาหารอีกหลายเล่มเกี่ยวกับความสำคัญของภาชนะสำหรับนวดแป้งที่ไม่จำเป็นต้องล้างเพราะเห็นผลลัพธ์ว่าการใช้ภาชนะซ้ำ ๆ ช่วยให้แป้งฟูขึ้น ถึงแม้พวกเขาจะไม่มีคำอธิบายว่าปรากฏการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ก็รู้ว่ามันเป็นสิ่งจำเป็น
𝗠𝗮𝗸𝗲 𝗕𝗿𝗲𝗮𝗱 𝗚𝗿𝗲𝗮𝘁 𝗔𝗴𝗮𝗶𝗻
“ประวัติศาสตร์ของการทำขนมปังมีความเก่าแก่มาก ราวกับว่าทุกอย่างที่ถูกเล่าเกี่ยวกับการกำเนิดของขนมปังล้วนแล้วเป็นเพียงการคาดเดา” ไมเคิล เกลนเซล (Michael Gaenzle) เขียนอธิบายไว้ในหนังสือสารานุกรมแห่งจุลชีววิทยาทางอาหาร
ประโยคข้างต้นดูจะไม่ได้กล่าวเกินจริง เพราะไม่ว่าเราจะศึกษาแง่มุมใดในประวัติศาสตร์ ก็จะเจอขนมปังเป็นส่วนหนึ่งเสมอ ชาวอียิปต์ใช้ขนมปังเป็นเครื่องบรรณาการแด่โอไซริส เทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์และธัญพืช หรือเมื่อมองย้อนไปถึงเขตพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์ (Fertile Crescent) ในพื้นที่ตะวันออกกลาง ก็จะพบว่ามนุษย์เริ่มรู้จักการเพาะปลูกธัญพืชเม็ดเล็ก ๆ ไว้เป็นอาหารเพื่อยังชีพ ซึ่งจุดประกายอารยธรรมของมนุษย์ต่อมาอีกหลายพันปี หรือแม้แต่พระเยซูยังแทนขนมปังว่าเป็นร่างกาย และเมืองเบธเลเฮมก็มีความหมายในภาษาฮีบรูว่า “เมืองแห่งขนมปัง”
หากขนมปังเลี้ยงมนุษย์มายาวนานขนาดนี้ เหตุใดในปัจจุบันผู้คนถึงมองว่าการกินขนมปังส่งผลเสียต่อร่างกาย ทั้งโรคอ้วน เบาหวาน อีกทั้งกลูเตนในแป้งที่กลายเป็นผู้ร้ายของมนุษย์ยุคใหม่ “คนยุคเราถูกสอนมาว่า ขนมปังเป็นสิ่งที่แย่ต่อร่างกาย” ทอม ปาปา ผู้หันมาอบขนมปังให้คนทั้งครอบครัวด้วยตนเองพร้อมอย่างติดตลกว่า “ขนมปังไม่ควรมีส่วนประกอบถึง 32 อย่าง มันควรมีแค่แป้ง น้ำ เกลือ และยีสต์ ขนมปังชนิดนี้ไม่ได้ทำให้คุณอ้วนและไม่ได้เพิ่มน้ำตาลในเลือด”
การปฏิวัติอุตสาหกรรมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาตร์ในช่วงปลายศตวรรษ 17 ถึงต้นศตวรรษ 18 ได้นำเครื่องจักรและสารเคมีมาใช้ในการผลิตสินค้าทุกรูปแบบ ขณะที่การค้นพบของหลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur) นักจุลชีววิทยาชาวฝรั่งเศสก็ช่วยให้คนทั้งโลกรู้จักกับสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่เรียกว่าจุลินทรีย์ โดยเฉพาะการทำงานของยีสต์ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการทำขนมปัง ข้ามมาฝั่งอเมริกา โอวิเวอร์ อีแวนส์ (Oliver Evans) นักประดิษฐ์ผู้คิดค้นระบบโม่แป้งอัตโนมัติที่ไม่ต้องพึ่งพาพลังงานลมและน้ำ คือจุดเริ่มต้นของขนมปังสมัยใหม่ที่มาพร้อมกับความเสื่อมถอยของการทำขนมปังแบบดั้งเดิมในเวลาต่อมา
สองพี่น้อง ชาร์ล หลุยส์ ฟลาชแมนน์ (Charles Louis Fleischmann) และน้องชายแมกซิมิเลียน (Maximilian) ก่อตั้งบริษัทยีสต์ Fleischmann Yeast Company ที่เมืองซินซินเนติ โดยคิดค้นวิธีบีบอัดยีสต์ให้เป็นก้อนเพื่อให้บรรจุหีบห่อวางจำหน่ายได้ ยีสต์ของบริษัท Fleischmann มีความแข็งแรงกว่ายีสต์จากธรรมชาติ ไม่ต้องแช่ตู้เย็น มีอายุการเก็บรักษานาน และทนต่ออุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงมากกว่ายีสต์ธรรมชาติทั่วไป
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้โรงงานสามารถผลิตขนมปังได้จำนวนมหาศาลต่อวัน และสามารถหั่นเป็นชิ้นใส่ห่อพลาสติกส่งขายตามร้านได้อย่างรวดเร็ว ต่อมาการเพิ่มส่วนประกอบและสารเติมแต่งเพื่อเพิ่มการผลิตให้เร็วขึ้น อย่างไขมัน เอนไซม์ สารอิมัลซิไฟเออร์ (emulsifier) สารซีสเตอีน (Cysteine) สารยืดอายุ รวมถึงการเพิ่มกลูเตนเข้าไปอีกทั้งที่มีอยู่แล้วในแป้ง เติมน้ำตาลและเนยเพื่อรสชาติที่หวานอร่อย หรือแม้แต่การค้นพบว่าขนมปังจากบางบริษัทในอเมริกามีส่วนประกอบของสารอะโซไดคาร์โบนาไมด์ (azodicarbonamide) ซึ่งเป็นส่วนประกอบในการผลิตเสื่อโยคะ รองเท้า และผลิตภัณฑ์ยางยืด การเพิ่มสารเติมแต่งเหล่านี้เข้าไป ทำให้ขนมปังมีเนื้อเนียนขาว มีสัมผัสนุ่มเคี้ยวสนุก และอยู่ได้นานกว่าขนมปังแบบเดิมมาก นั่นจึงกลายเป็นต้นเหตุหลักของปัญหาสุขภาพจากอาหารที่มาจากการผลิตแบบอุตสาหกรรม ถ้าเราลองพลิกดูฉลากของขนมปังที่ซื้อตามร้านทั่วไป จะพบว่ามีส่วนผสมนอกเหนือไปจากการทำขนมปังแบบเดิมหลายเท่า
เมื่อย้อนกลับมาดูขนมปังซาวโดวจ์ที่มีส่วนผสมเพียง “แป้ง น้ำ เกลือ และยีสต์ธรรมชาติ” ที่ไม่เป็นอันตราย จึงไม่แปลกว่า มันจะได้ชื่อว่าเป็นอาหารที่เลี้ยงมนุษย์มากว่าพันปี และวิธีการทำก็ถูกส่งต่อจากอารยธรรมสู่อารยธรรม ก็ทำให้ซาวโดวจ์เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย มีรสชาติอร่อย และยังเป็นขนมปังที่ดีต่อสุขภาพ (แม้แต่คนที่แพ้กลูเตน) อีกทั้งกระบวนการหมักยังทำให้เป็นแหล่งรวมของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อลำไส้
“ทุกวันนี้เราเรียกมันว่าซาวโดวจ์ แต่ความจริงแล้ว คนเมื่อร้อยกว่าปีก่อนเรียกมันแค่ ‘ขนมปัง’ สิ่งที่ทำให้ขนมปังสองชนิดแตกต่างกันคือการปรุงแต่งยีสต์เพื่อการค้า ขนมปังทุกประเภทคือซาวโดวจ์ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์” เซมัส แบล็กลีย์ กล่าวสรุป
ที่มา : https://bit.ly/3q8Ii0I
เรื่อง : นพกร คนไว
อ่านบทความในมุมมองต่าง ๆ ได้ที่ www.creativethailand.org

อบอยู่ทุกวันนะคะ โปรดสั่งล่วงหน้านิดนะคะ แล้วคุณจะได้ทานขนมปัง sourdough สดใหม่ เพื่อคุณโดยเฉพาะค่ะ อยากให้ใส่อะไรเป็นพิ...
06/01/2022

อบอยู่ทุกวันนะคะ โปรดสั่งล่วงหน้านิดนะคะ แล้วคุณจะได้ทานขนมปัง sourdough สดใหม่ เพื่อคุณโดยเฉพาะค่ะ อยากให้ใส่อะไรเป็นพิเศษ มากน้อยแค่ไหน อยากจะให้สไลด์หนาบางอย่างไร คุยกันได้ค่ะ

Joy&Delight | Artisan Sourdough เราเป็น home baked เราจึงสามารถปราณีตได้ทุกขั้นตอน และมีความสุขมากที่ได้ทำอย่างพิถีพิถันค่ะ 😁🌸❤️🙏😊

ที่อยู่

สุขุมวิท 4, คลองเตย, คลองเตย, กรุงเทพมหานคร
Bangkok
10110

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66819293115

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Joy&Delightผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Joy&Delight:

แชร์